วิกฤตการณ์การเมืองไทย พ.ศ. 2556–2557 ถือว่าเป็นวิกฤตการณ์การเมือง ของประเทศที่เกิดขึ้นจากการประท้วงต่อต้านรัฐบาลตั้งแต่ช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2556 ถึงพฤษภาคม 2557 ซึ่งถูกจัดระเบียบโดย กปปส. กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองซึ่งจัด และมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้นำ การประท้วงนี้ลงเอยด้วยยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้นพ้นจากตำแหน่ง รัฐประหารและการสถาปนาคณะทหารผู้ยึดอำนาจการปกครอง

จุดเริ่มต้นของ วิกฤตการณ์การเมืองไทย

จุดเริ่มต้นของ วิกฤตการณ์การเมืองไทย

สำหรับ วิกฤตการณ์การเมืองไทย มีเป้าหมายหลักของการประท้วง คือ การขจัดอิทธิพลของอดีตนายกรัฐมนตรีในสมัยก่อนคือ  พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ในการเมืองไทย และการตั้ง “สภาประชาชน” ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเพื่อให้เข้ามาดูแลการปฏิรูประบบการเมืองิ ผู้ประท้วงทั้งหลายต่างก็มองว่า พันตำรวจโททักษิณทุจริตอย่างมาก และทำให้ประชาธิปไตยของประเทศไทยเสียหาย แม้ว่าเขาได้รับการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งในหลายพื้นที่ของประเทศไทย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณภาคเหนือ เนื่องจากโครงการสังคมปฏิรูป และนโยบายเศรษฐกิจของเขา พรรคการเมืองเป็นพันธมิตรของพันตำรวจโททักษิณชนะการเลือกตั้ง ทุกครั้งนับตั้งแต่ปี 2544 นักวิเคราะห์ และนักวิจารณ์ ก็ยังมองว่าประเด็นอื่น เช่น การสืบราชสันตติวงศ์ ความแตกแยกเมือง-ชนบทหรือเหนือ-ใต้ รวมถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคม ระบบข้าราชการประจำที่รวมศูนย์เกินไป อิทธิพลของพระมหากษัตริย์ และทหารในการเมืองและสถานภาพชนชั้นกลาง ถือว่าเป็นปัจจัยเบื้องหลังวิกฤตการณ์นี้

ทั้งนี้ การประท้วงดังกล่าวมีสาเหตุจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้เสนอ ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ โดยเสนอในช่วงเดือนสิงหาคม 2556 รัฐบาลกลับอ้างว่าจะนิรโทษเฉพาะผู้ชุมนุม และต่กมาในวันที่ 31 กรกฎาคม 2556 ฝ่ายรัฐบาลก็ออกมาตอบโต้การชุมนุมครั้งนี้ด้วยการออก “พระราชบัญญัติ ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และเขตดุสิต” ในระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2556 ถึง 8 สิงหาคม 2556 ต่อมาไม่นานทางด้านของ  ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ได้แปรญัตติ ซึ่งจะนิรโทษกรรมความผิดของทุกฝ่ายย้อนหลังไปถึงปี 2547

โดยการกระทำในครั้งนี้ถูกหลายฝ่ายคัดค้าน ฝ่ายหนึ่งมีสุเทพ เทือกสุบรรณและพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้นำ และที่สำคัญอีกฝ่ายหนึ่ง คือ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และคนเสื้อแดงบางส่วน ครั้นวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 วุฒิสภา ได้ร่วมกันลงมติเป็นเอกฉันท์ไม่เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่ทว่า การชุมนุมซึ่งนำโดยสุเทพยังคงดำเนินต่อไป โดยเปลี่ยนเงื่อนไขเป็นการต่อต้านรัฐบาลแทน

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

นอกจากนี้ทางด้านของ ฝ่ายรัฐบาลตอบโต้การชุมนุมครั้งนี้ด้วยการออก พระราชบัญญัติ ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 9 ตุลาคม 2556 เขตพื้นที่เขตดุสิต เฉพาะแขวงดุสิตและแขวงจิตรลดา เขตพระนคร เฉพาะแขวงพระบรมมหาราชวัง แขวงบวรนิเวศ แขวงตลาดยอด  แขวงบ้านพานถม และแขวงบางขุนพรหมและเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เ

ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2556 ถึงวันที่ 21 มกราคม 2557 ให้ เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี และอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ กลายเป็นพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติ ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยทางฝ่ายของรัฐบาลประกาศใช้พรก.ฉุกเฉิน โดยใช้ระหว่าง 22 มกราคม 2557 ถึง 18 มีนาคม 2557 และยังได้มีการออกพระราชบัญญัติ ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 19 มีนาคม 2557 ถึง 19 พฤษภาคม 2557 ให้บริเวณเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี และอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

พระราชบัญญัติ ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

และอีกเหตุการณ์หนึ่ง คือ รัฐสภาได้ร่วมกันพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งทางด้านของประชาธิปัตย์ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เป็นการให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง โดยไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และต่อมาในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 ศาลวินิจฉัยตามนั้น พรรคเพื่อไทยปฏิเสธคำวินิจฉัยนี้ และต่อมาในวันที่ 8 ธันวาคม 2556 นายกรัฐมนตรีขอถอนร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวคืนจากพระมหากษัตริย์

ส่วนทางด้านของฝ่าย นปช. จัดชุมนุมตอบโต้ขึ้นที่ราชมังคลากีฬาสถาน เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2556 ในระหว่างนั้น ในวันที่ 25 พฤศจิกายน ผู้ชุมนุมฝ่ายนายสุเทพ บุกเข้ายึดสถานที่ราชการเพื่อบีบให้ปิดทำการ มีเหตุรุนแรงที่สำคัญ คือ การปะทะกันบริเวณมหาวิทยาลัยรามคำแหงตลอดทั้งวันที่ 30 พฤศจิกายน ถึงเช้าวันที่ 1 ธันวาคม มีผู้เสียชีวิต 4 คน และบาดเจ็บ 57 คน

ทั้งนี้ยังได้มีการยกระดับการชุมนุมในวันที่ 1 ธันวาคม 2556 ก่อให้เกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุม และเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นเวลา 2 วัน เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตา และหัวฉีดน้ำ เพื่อยับยั้งไม่ให้ผู้ชุมนุมบุกเข้าทำเนียบรัฐบาล มีผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้จำนวน 119 คน  จนวันที่ 3 ธันวาคม 2556 เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเปิดให้ผู้ชุมนุมเข้าไปได้ เพื่อสงบศึกในวันเฉลิมพระชนมพรรษา หลังจากนั้น ผู้ชุมนุมจึงชุมนุมกันต่อ ครั้นวันที่ 8 ธันวาคม 2556  ส.ส. ประชาธิปัตย์ทั้ง 153 คน ลาออกจากตำแหน่ง

นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร

และในวันที่ 9 ธันวาคม 2556 นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร แล้วให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 แต่ทว่าทางด้านของสุเทพ และผู้ชุมนุมปฏิเสธการเลือกตั้ง และเรียกร้องให้จัดตั้งสภาประชาชนเสียก่อน กลุ่มผู้ประท้วงจึงถูกวิจารณ์ว่า เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย

ต่อมาในวันที่ 17 ธันวาคม 2556 คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้มีมติว่ารัฐบาลออกประกาศเรื่อง พื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ฉบับลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2556 ฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2556 และฉบับลงวันที่ 18 ตุลาคม 2556 โดยขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

ต่อมาในวันที่ 13 มกราคม 2557 นายสุเทพนัดชุมนุมปิดถนนสายหลักในกรุงเทพมหานคร เพื่อที่จะกดดันรัฐบาลซึ่งนั่นก็นำไปสู่การใช้ความรุนแรง และอาวุธเป็นระยะ ๆ นอกจากนี้ทางด้านของ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นำผู้ชุมนุมปิดกระทรวงพลังงาน ต่อมามีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต ในวันที่ 21 มกราคม 2557 รัฐบาลได้ออกมาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในกรุงเทพมหานคร และพื้นที่โดยรอบ

วันที่ 26 มกราคม 2557 กลุ่มผู้ชุมนุมทั้งหลายต่างเดินทางมารวมตัวกันขัดขวางการเลือกตั้งล่วงหน้าในกรุงเทพมหานคร และภาคใต้ ทำให้การเลือกตั้งเสียระบบ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 440,000 คน ไม่สามารถออกเสียง หรือว่าลงคะแนนได้ อย่างไรก็ดี รัฐบาลยืนยันเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2557 ว่า การเลือกตั้งต้องดำเนินตามกำหนดต่อไป

นายสุเทพนัดชุมนุม

ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557 ศาลอาญาได้มีการออกหมายจับแกนนำการชุมนุม 19 คน ในข้อหาฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 จนในที่สุดวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2557 คนร้ายปาระเบิดใส่ผู้ชุมนุมที่จังหวัดตราด มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ 3 ราย บาดเจ็บ 33 ราย วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2557 คนร้ายได้ปาระเบิดใส่ผู้ชุมนุมผู้ได้รับบาดเจ็บ 22 คน เสียชีวิต 2 คน เหตุเกิดบริเวณห้างบิ๊กซี ถนนราชดำริ

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 นายสุเทพประกาศยุติการปิดถนนในกรุงเทพมหานคร ต่อมาในวันที่ 18 มีนาคม 2557 คณะรัฐมนตรีจึงยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และได้กลับไปใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ตั้งแต่วันรุ่งขึ้น

ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร

วันที่ 18 มีนาคม 2557 ทางด้านของรัฐบาลประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 เขตท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี อำเภอลาดหลุมแก้ว และอำเภอบางพลี ในระหว่างวันที่ 19 มีนาคม ถึง 30 เมษายน

วันที่ 21 มีนาคม 2557 ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แกนนำผู้ชุมนุมยืนยันว่า จะทำให้การเลือกตั้งครั้งใหม่ให้มีผลโมฆะ  ต่อมาในวันที่ 3 เมษายน 2557 ศาลอาญาเพิกถอนหมายจับแกนนำการชุมนุม 19 คน ในข้อหาฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548

วันที่ 20 พฤษภาคม 2557 เวลา 3 นาฬิกา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกมาประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร อีกสองวันต่อมา กองทัพรัฐประหารรัฐบาลรักษาการ และให้ผู้ชุมนุมสองฝ่ายยุติการชุมนุม