การเมืองการปกครองของไทย เปลี่ยนไปตามยุคและสมัย ซึ่งระบบการเมืองการปกครองของไทยนั้นมีระบบการเมืองการปกครองที่มีชื่อว่า สมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) ซึ่งระบบการปกครองนี้ คือ ระบอบการปกครองที่มีกษัตริย์เป็นผู้ปกครอง และมีสิทธิ์ขาดในการบริหารประเทศ

และสำหรับในระบอบการปกครองนี้ กษัตริย์ก็คือกฎหมาย กล่าวคือ ที่มาของกฎหมายทั้งปวงอยู่ที่กษัตริย์ คำสั่ง ความต้องการต่าง ๆ ล้วนมีผลเป็นกฎหมาย พระมหากษัตริย์มีอำนาจในการปกครองแผ่นดินและพลเมืองโดยอิสระ โดยไม่มีกฎหมายหรือองค์กรตามกฎหมายใด ๆ จะห้ามปรามได้

สมบูรณาญาสิทธิราชย์ กับ ประชาธิปไตย

เพราะแม้ว่าองค์กรทางศาสนาอาจทัดทานกษัตริย์จากการกระทำบางอย่าง และองค์รัฏฐาธิปัตย์ (กษัตริย์) นั้นจะถูกคาดหวังว่าจะปฏิบัติตามธรรมเนียม แต่ทว่าในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น ไม่มีรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายใด ๆ ที่จะอยู่เหนือกว่าคำชี้ขาดของรัฏฐาธิปัตย์ ตามทฤษฎีพลเมืองนั้น ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้มอบความไว้วางใจทั้งหมดให้กับพระเจ้าแผ่นดินที่ดีพร้อมทางสายเลือด และได้รับการเลี้ยงดูฝึกฝนมาอย่างดีตั้งแต่เกิด

แต่ในทางทฤษฎีแล้ว กษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นผู้ที่มีอำนาจทั้งหมดเหนือประชาชนและแผ่นดิน รวมทั้งเหนืออภิชน และบางครั้งก็เหนือคณะสงฆ์ด้วย ส่วนในทางปฏิบัติ กษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มักจะถูกจำกัดอำนาจ โดยทั่วไปโดยกลุ่มที่กล่าวมาหรือกลุ่มอื่น

กษัตริย์บางพระองค์ ทรงมีรัฐสภาที่ไม่มีอำนาจหรือเป็นเพียงสัญลักษณ์ และยังมีองค์กรบริหารอื่น ๆ ที่กษัตริย์สามารถเปลี่ยนแปลงหรือยุบเลิกได้ตามต้องการ แม้ว่าจะมีผลเท่ากับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่โดยทางเทคนิคที่เป็นไปได้แล้ว นี่คือราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (constitutional monarchy) เนื่องจากว่าการมีอยู่ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายพื้นฐานของประเทศ

ในปัจจุบันนี้ประเทศที่ใช้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือ ซาอุดีอาระเบีย บรูไน โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สวาซิแลนด์ กาตาร์ รวมทั้ง นครรัฐวาติกัน ด้วย

กำเนิดระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์

ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ข้อดี

ในทวีปยุโรปช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 และ 16 ฝรั่งเศส โปรตุเกส สเปน และอังกฤษ ที่กำลังเกิดการล่มสลายของระบบฟิวดัล มีการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิ ราชย์ ที่มีพระมหากษัตริย์ปกครองด้วยพระราชอำนาจที่เด็ดขาด และยังมีระบบการบริหารที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ทางฝ่ายประชาชนก็ยินยอม และจงรักภักดีต่อพระมหา กษัตริย์ที่เป็นประมุข

ซึ่งการที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เติบโตขึ้นมาได้ มาจากสาเหตุหลายประการ ได้แก่ การพัฒนาด้านการค้า การแสวงหาดินแดนอาณานิคม รวมถึงนโยบายการค้าแบบพาณิชยนิยม พวกพ่อค้านายทุนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการค้า จึงทำให้พวกนี้สนับสนุนรัฐบาลกลางที่เข้มแข็ง ที่มีอำนาจในการคุ้มครองกิจการของพวกตน สาเหตุเหล่านี้ทำให้ฐานะของกษัตริย์ที่มีความมั่นคงขึ้น เนื่องจากว่ามีรายได้ที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การปฏิรูปทางศาสนา ยังทำให้คริสตจักรแตกแยก และอ่อนแอลง ประชาชนจึงหันมาจงรักภักดีต่อกษัตริย์ และยังส่งผลให้สถาบันกษัตริย์มีอำนาจเพิ่มมากขึ้น

อำนาจเทวสิทธิ์ของสถาบันกษัตริย์ที่มีพื้นฐานมาจากแนวความคิดของคริสต์ศาสนา นั่นก็คือ แนวความคิดเรื่องความมีอำนาจของพระเจ้า กับแนวความคิดชาตินิยม แนวความคิดทั้งสอง นับว่าเป็นพื้นฐานที่มาของอำนาจกษัตริย์ กล่าวคือ กษัตริย์ทรงได้รับอำนาจเทวสิทธิ์จากพระเจ้าให้มาปกครองรัฐ และประชาชน

ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ของไทย

ข้อดีของการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ประเทศไทยของเราเคยปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจสิทธิ์เด็ดขาดในการปกครองแผ่นดิน ดังคำกล่าวที่ว่า… “พระบรมราชานุภาพของพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยามนี้ ไม่ได้ปรากฏในกฎหมายอันหนึ่งอันใด ด้วยเหตุที่ถือว่าเป็นที่ล้นพ้น ไม่มีข้อสั่งอันใดจะเป็นผู้บังคับขัดขวางได้”

และในทัศนะของ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ซึ่งเป็นอดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นว่าระบอบสมบูรณาสิทธิราชย์ของไทยนั้น ไม่ได้เป็นระบอบที่มีมาแต่สมัยโบราณ แต่การปกครองแบบนี้เพิ่งมีมาในสมัยรัชกาลที่ 5 เนื่องจากในรัชกาลนี้ พระองค์ทรงรวบอำนาจจากเหล่าขุนนาง ข้าราชการ ที่เคยมีอำนาจและบทบาทมาก่อนหน้านั้น มาไว้ที่ศูนย์กลางการปกครอง คือ ตัวพระองค์เอง และพระประยูรญาติ ซึ่งมีส่วนทำให้พระมหากษัตริย์ทรงดำรงสถานะเป็นทั้งประมุขของรัฐและประมุขของฝ่ายบริหารอย่างแท้จริง เท่ากับว่าระบอบสมบูรณาสิทธิราชย์ของไทยมีเพียง 3 รัชกาลเท่านั้น คือ รัชกาลที่ 5, รัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7

ส่วนในกรณีพิจารณาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น เราจะละเลยไม่พิจารณาสถาบันพระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์เสียมิได้ เพราะไม่ว่าด้านพระราชกรณียกิจซึ่งได้ทรงประกอบเพื่อประเทศชาติ และประชาชนหรือในด้านแนวความคิดทางการเมืองและการปกครอง

ซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของ พระราชอาณาจักร ทั้งนี้ เพราะการศึกษาประวัติศาสตร์แห่งสถาบันนี้ จึงจะทำให้เราทราบประวัติความเป็นมา และความเป็นไปของสถาบันแห่งนี้ในอนาคตได้ดีขึ้น ดังคำพังเพยที่ว่า “อดีตเป็นเครื่องชี้ปัจจุบันและอนาคต”

การสิ้นสุดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เกิดขึ้นในสมัยใด

เมื่อมีการปฏิวัติยึดอำนาจจากรัชกาลที่ 7 และได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 แล้ว ในทางนิตินัย พระราชอำนาจที่เคยมีมาอย่างล้นพ้นมิได้ถูกจำกัดลงให้อยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ และเรียกขานกันต่อมาว่า ” ราชาธิปไตย ” ผู้ให้คำ ๆ จำกัดความโดย พลตำรวจเอก วิศิษฐ์ เดชกุญชร

คำศัพท์

“สมบูรณาญาสิทธิราชย์” จากการบัญญัติจากภาษาอังกฤษว่า “absolute monarchy” มีความหมายตรงตัวว่า ความเป็นกษัตริย์ซึ่งมีอาญาสิทธิ์ (อำนาจเด็ดขาด) โดยสมบูรณ์

เรียกได้ว่าการเมืองการปกครองของไทยนั้นมีที่ไปที่มามากมาย รวมถึงการเมืองการปกครองของไทยที่มีชื่อว่า สมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอกการปกครองที่สามารถปกครองแผ่นดินไทยมาได้อย่างยาวนาน และก็ต้องถูกยกเลิกเมื่อ ประเทศไทยเปลี่ยนมาใช้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย