ประเทศไทยของเรานั้นมีการเมืองการปกครองที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป และอีกหนึ่งสิ่งที่น่ากลัวก็คือ บทลงโทษของนักโทษทางการเมือง นั่นก็คือ ประหารเจ็ดชั่วโคตร สำหรับการประหารเจ็ดชั่วโคตร ถือว่าเป็นการลงโทษที่ได้ชื่อว่าโหดร้ายที่สุด ซึ่งบทลงโทษนี้สร้างความหวาดกลับการทำความผิดได้เป็นอย่างดี

ประหารนักโทษ ฉีดยา

จากอดีตจนถึงปัจจุบันนี้เราจะเห็นว่าประเทศไทยของเรานั้นมีความเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านของ การเมือง การปกครอง รวมถึงเรื่องราวของการประหารชีวิตนักโทษด้วยเช่นกัน ซึ่งตามกฎมณเฑียรบาลแล้วมีบอกเอาไว้อย่างชัดเจนว่าคนที่ทำผิดในฐานกบฏนั้นต้องโทษอย่างไร และนักโทษอื่นๆ ต้องลงโทษอย่างไร?

หรับบทความนี้เราจะนำพาคุณไปทำความรู้จักกับคำที่ว่า “การประหารเจ็ดชั่วโคตร” บทลงโทษที่ร้ายแรงที่สุดของคนที่คิดก่อการกบฏในสมัยก่อน เพราะตามกฎมณเฑียรบาลแล้วนักโทษทางการเมืองนั้นเป้นนนักโทษที่ได้ชื่อว่าร้ายแรง และไม่สมกับเป็นคนไทย จะถูกคนอื่นๆ เหยียดหยาม อีกทั้งเมื่อถูกตัดหัวแล้วยังถูกนำไปเสียบประจานตามหัวเมืองอีกด้วย เพื่อไม่ให้คนอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

 ประหารเจ็ดชั่วโคตร คืออะไร?

1 ชั่วอายุคน คือ

บทลงโทษคนทำผิดในสมัยก่อนนั้นมีความเด็ดขาดกว่าสมัยนี้เยอะ สำหรับบทลงโทษของโจรกบฏคิดล้มล้างราชวงศ์ก็คือ มีคำสั่งให้เอาตัวไป ประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตร เพื่อไม่ให้คนอื่นๆ เอาเป็นเยี่ยงอย่างหรือให้ใครคิดคดก่อกบฏ หรือกระทำความผิดก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองซ้ำอีก

และที่สำคัญการประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตร บทลงโทษนี้มีอยู่จริง และการประหารนี้ถูกบังคับใช้ในสมัยโบราณตั้งแต่ก่อนยุคกรุงศรีอยุธยา ซึ่งถือว่าเป็นบทลงโทษที่ทุกคนต่างสะพรึงกลัว จนไม่มีใครกล้าคิดหรือว่ากล้ากระทำความผิดกฎหมายบ้านเมือง… ในยุคสมัยนั้นทุกคนเลยอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา

จนกระทั่งเมื่อ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่1) ทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ เป็นปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองต์จึงได้ทรงโปรดเกล้าให้รวบรวมกฎหมายโบราณเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา และกรุงธนบุรีมาไว้ด้วยกัน ซึ่งข้อมูลต่างๆ ถูกในหนังสือที่ชื่อว่า“กฎหมายตราสามดวง”

เพื่อเป็นการรวบรวมเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับการ “ประหารชีวิต” และทว่าเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการประหารชีวิตเอาไว้ให้ผู้คนได้ศึกษา และรู้ซึ้งถึงบทลงโทษของผู้กระทำความผิดร้ายแรงเท่านั้น

ยกตัวอย่างเช่น หากผู้ใดลักพระพุทธรูปเอาไปล้าง หรือว่านำไปเผาสำรอกเอาทอง หรือเอาพระบท (พระคัมภีร์) ไปสำรอกแช่น้ำ หรือเอาไปเผาไฟ

ทั้งนี้ใน “พระไอยการลักษรโจร” ยังกล่าวไว้ว่า ผู้นั้นต้องโทษประหารด้วยการ ถูกจับใส่ในเตาเพลิงสูบเผาไฟจนตาย ถ้าหากขุดทำลายพระพุทธรูป พระสถูปเจดีย์ หากถูกจับได้หลายครั้งหลายหนแล้ว ให้ประหารด้วยการเอาโจรผู้นั้นไปตระเวนบกก่อน 3 วัน ตระเวนเรืออีก 3 วัน แล้วค่อยตัดคอ และผ่าอกให้ตาย แล้วหากผู้ใดที่กระทำให้เกิดเพลิงไหม้ในพระราชวัง โทษคือ เอาไฟคลอกให้ตายสถานเดียว..

ประหารเจ็ดชั่วโคตร

ส่วนใน “พระไอยการกระบถศึก” (กบฏศึก) ก็ยังได้กล่าวถึงบทลงโทษของนักโทษที่เป็นกบฏ หรือว่าเป็นบุคคลที่ประทุษร้ายต่อพระเจ้าอยู่หัว ปล้นพระนคร ปล้นเมือง เผาพระราชวัง เผายุ้งฉาง เผาคลังหลวง เผาจวน ปล้นวัด เผาวัด ทำทารุณกรรมหยาบช้าต่อพระ และชาวบ้าน อย่างเช่น เอาปิ้งย่างเผาไฟ หรือว่าเอาแหลนหลาวเสียบร้อนฆ่าบิดา มารดา คณาจารย์ และพระอุปัชฌาย์ พร้อมเหยียบย่ำทำลามกต่อพระพุทธรูป ต้องนำไปตัดมือตัดเท้าตัดคอเด็กเพื่อเอาเครื่องประดับ โดนคนผู้นั้นจะต้องถูกประหารชีวิตโดยสถานใดสถานหนึ่งใน 21 สถานประหารชีวิต ดังต่อไปนี้

สถาน 1 คือ ให้ต่อยกระบานศีรษะเสีย แล้วเอาคีมคีบก้อนเหล็กแดงใหญ่ใส่ลงไปในมันสะหมอง ศีรษะพลุ่งฟู่ขึ้นดั่งม่อ (หม้อ) เคี่ยวน้ำส้มพะอูม

สถาน 2 คือ ให้ตัดแต่หนังจำระ เบื้องหน้าถึงไพรปากเบื้องบนทั้งสองข้างเป็นกำหนด ถึงใบหู ทั้งสองข้างเป็นกำหนด ถึงเกลียวคอชายผมเบื้องหลังเป็นกำหนด จากนั้นแล้วให้มุ่นกระหมวดผมเข้าทั้งสิ้น เอาท่อนไม้สอดเข้าข้างละคน โยกคลอนสั่นเพิกหนังทั้งผมนั้นออกเสียแล้วเอากรวดทรายหยาบขัดกระบานศีรษะ ชำระให้ขาวเหมือนพรรณศรีสังข์

สถาน 3 คือ เอาขอเกี่ยวปากให้อ้าไว้ แล้ให้ตามประทีบไว้ในปาก ไนยหนึ่ง เอาปากสิวอันคมนั้นแสะแหวะผ่าปากจนใบหู ทั้งสองข้าง แล้วเอาขอเกี่ยวให้อ้าปากไว้ให้โลหิตไหลออกเต็มปาก

สถาน 4 คือ เอาผ้าชุบน้ำมันพันให้ทั่วร่างกายแล้วเอาไฟจุด

สถาน 5 คือ เอาผ้าชุบน้ำมันพันนิ้วทั้งสิบนิ้วแล้วเอาไฟจุด

สถาน 6 คือ เชือดเนื้อให้เป็นแรงเป็นริ้วอย่าให้ขาดจากกัน ตั้งแต่ใต้คอลงไปถึงข้อเท้าแล้วเอาเชือกผูกจำ ให้เดินเหยียบริ้วเนื้อริ้วหนังแห่งตน ให้ฉุดคร่าตีจำให้เดินไปกว่าจะตาย

สถาน 7 คือ เชือดเนื้อให้เนื่องด้วยหนังเป็นแร่งเป็นริ้ว ตั้งแต่ใต้คอลงมาถึงเอว และเชือดตั้งแต่เอวให้เนื่องด้วยหนังเป็นแร้งเป็นริ้วลงมาถึงข้อเท้ากระทำหนังเบื้องบนให้คลุมลงมาเหมือนนุ่งผ้า

สถาน 8 คือ ให้เอาห่วงเหล็กสวมข้อศอกทั้งสองข้าง ข้อเข่าทั้งสองข้างให้มั่นแล้วเอาหลักสอดในวงเหล็กแย่งขึงตรึงลงไว้กับแผ่นดินอย่าให้ไหวตัวได้ แล้วเอาเพลิงรน ให้รอบตัวจนกว่าจะตาย

สถาน 9 คือ เอาเบ็ดใหญ่ที่มีคมสองข้างเกี่ยวทั่วร่างเพิก หนังเนื้อและเอ็นน้อยใหญ่ให้หลุดขาดออกมาจนกว่าจะตาย

สถาน 10 คือ  เอามีดที่คมเชือดเนื้อให้ตกออกจากกายแต่ทีละตำลึง จนกว่าจะสิ้นมังสา

สถาน 11 คือ แล่สับทั่วร่างแล้ว เอาแปรงหวีชุบน้ำแสบกรีดคอ รูดขูดเสาะหนัง และเนื้อแลเอ็นน้อยใหญ่ให้ลอกออกให้สิ้นให้อยู่แต่ร่างกระดูก

สถาน 12 คือ นอนลงโดยข้างๆ หนึ่งแล้วให้เอาหลาวเหล็กตอกลงไปโดยช่องหูให้แน่นกับแผ่นดินแล้วจับขาทั้งสองข้างหมุนเวียนไปดังบุคคลทำบังเวียน

สถาน 13 คือ ทำให้หนังพังหนังขาด แล้วเอาลูกสีลา บดทุกกระดูกให้แหลกย่อย แล้วรวบผมเข้าทั้งสิ้น ยกขึ้นหย่อนลงกระทำให้เนื้อเป็นกองเป็นลอม แล้วพับห่อเนื้อหนังกับกระดูกนั้นทอดวางไว้ดั่งตั่งอันทำด้วยฟางซึ่งเอาไว้เช็ดเท้า

สถาน 14 คือ เคี่ยวน้ำมันให้เดือดพลุ่งพล่าน แล้วลาดสาดลงมาแต่ศีรษะ จนกว่าจะตาย

สถาน 15 คือ กักขังสุนัขร้ายทั้งหลายไว้ อดอาหารหลายวันให้เต็มอยากแล้วปล่อยให้กัดทึ้งเนื้อหนังกินให้เหลือแต่ร่างกระดูกเปล่า

สถาน 16 คือ เอาขวานผ่าอกทั้งเป็นแหกออกดั่งโครงเนื้อ

สถาน 17 คือ แทงด้วยหอกทีละน้อยๆ จนกว่าจะตาย

สถาน 18 คือ ขุดหลุมฝังเพียงเอว แล้วเอาฟางปกลงคลุมร่างก่อนคลอกด้วยเพลิงพอหนังไหม้แล้วไถด้วยไถเหล็ก ให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่เป็นริ้วน้อยริ้วใหญ่

สถาน 19 คือ ให้เชือดเนื้อล่ำออกทอดด้วยน้ำมัน เหมือนทอดขนมให้ กินเนื้อตัวเองจนกว่าจะตาย

สถาน 20 คือ ให้ตีด้วยตะบองสั้น ตะบองยาวจนกว่าจะตาย

สถาน 21 คือ ตีด้วยหวายที่มีหนามจนกว่าจะตาย

ซึ่งการประหารดังกล่าว ถูกนำมาใช้กับผู้ก่อการกบฏ ผู้ที่ติดร้ายต่อเจ้านาย และราชวงศ์ และจะกระทำการประหารเจ็ดชั่วโคตร ไม่เว้นแม้สตรี และเด็ก หากเป็นพระสงฆ์ก็จะถูกนิมนต์ให้สึก และนำตัวมารับโทษประหารตามบัญญัติเจ็ดชั่วโคตรด้วย ซึ่งการประหารโดยทั่วไปนั้น คือ “การบั่นคอ”

โทษประหาร

แม้ว่าการประหารในข้างต้นนั้นจะดูโหดร้ายทารุณ เป็นการทรมานผู้กระทำความผิดจนกว่าจะเสียชีวิต แต่นั่นก็คือ กฎหมายที่บัญญัติไว้สำหรับผู้กระทำความผิดเท่านั้น และเพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดประพฤติปฏิบัติผิดกฎหมายบ้านเมือง มีการยึดถือปฏิบัติมาอย่างช้านาน

ต่อมาในปี พ.ศ.2477 ก็ได้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 ว่าด้วยการประหารชีวิตจากการบั่นคอ มาเป็นการประหารชีวิตโดยการ “ยิงเป้า” แทนซึ่งการประหารนี้เป็นการใช้ ปืนกลมือแบบแบล็คมันน์ เอ็มพี18 ซึ่งการประหารลักษระนี้นั้นถูกบังคับใช้ประหารชีวิตครั้งแรก เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2478 จนกระทั่งต่อมาในปี พ.ศ. 2520 ได้มีการเปลี่ยนปืนกลมือจากแบล็คมันน์ เป็นปืนกลมือ เอ็มพี5 เอสดี3 แทน

หลังจากนั้นในปี 2546 ทางการก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการประหารชีวิตอีกครั้ง จากการยิงเป้ามาเป็นฉีดยาหรือว่าการฉีดสารพิษเข้าเส้นเลือด เพื่อให้นักโทษเกิดความทรมานน้อยที่สุด และถึงแม้จะมีการเปลี่ยนวิธีประหารเพื่อให้เกิดความทรมานน้อยที่สุดแล้วก็ตาม แต่ทว่าก็ยังคงมีความพยายามที่จะให้ประเทศไทยยกเลิกการประหารชีวิต เหลือเพียงจำคุกตลอดชีวิตแทนจนถึงทุกวันนี้

เพราะว่าคนส่วนใหญ่มีความเห็นว่า ควรให้โอกาสผู้กระทำความผิดได้กลับตัวกลับใจเป็นคนดี และกลับมาอยู่ร่วมกับสังคมได้อีกครั้ง อีกทั้งโลกทุกวันนี้พัฒนาไปไกล ผู้คนมีวิวัฒนาการ และความรู้กันมากขึ้น ผู้ที่จะกระทำความผิดก็ค่อยๆ ลดน้อยลงไป

แต่ทว่าดูเหมือนคนเหล่านี้กลับต้องผิดหวัง เพราะว่าในปัจจุบันสถานการณ์เมืองไทยกลับกลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนไปเสียแล้ว เนื่องจากบ้านเมืองอันแสนสงบสุข ผู้คนใช้ชีวิตกันตามวิถีของตัวเองอย่างปกติสุข วันนี้บ้านเมืองกลับลุกเป็นไฟ ผู้คนต่างออกมาขับไล่ และเข่นฆ่ากันจนตาย เป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในเมืองไทยจริงๆ

              ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังเปลี่ยนการประหาร

โทษประหาร ไทย

ปัจจุบันนี้การประหารชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่ไม่น่ากลัวอีกต่อไปเพราะแม้ว่าจะมีกฎหมายที่ว่าทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นๆ จะต้องตายตกไปตามกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนร้ายที่ลงมือฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา แต่ทว่าการพิพากษาของศาลกลับไม่เคอยมีใครต้องโทษประหารเลย โทษสูงสุดก็เพียงแค่ “จำคุกตลอดชีวิต”

ทุกวันนี้โทษสูงสุดของประเทศไทยมีเพียงแค่ติดคุกตลอดชีวิต น้อยมากที่นักโทษจะถูกประหารชีวิต แม้ว่าเทคนโนโยยีของการประหารชีวิตนั้นจะก้าวหน้ามาเป็นการประหารแบบฉีดยากก็ตาม แต่นักโทษของไทยในปัจจุบันนี้กลับเพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 3 ถึง 4 เท่าจากสมัยก่อน จนเราเรียกได้ว่า นักโทษล้นคุก

และไม่ว่าจะมีกฎหมายมากมายออกมาบังคับใช้ แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้คนทำผิดลดลงเลยแม้แต่น้อย เพราะขนาดที่ว่าฆ่าคนตาย ก็ยังได้รับโทษเพียงแค่ติดคุกตลอดชีวิตเท่านั้น และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้คนหลายคนกล้าทำความผิดมากขึ้น เพราะว่าภายใต้กฎหมายที่ไม่เข้มแข็งพอยิ่งทำให้ทุกวันนี้อาชญากรเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูร มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยของเราจะกลับมาตระหนักถึงเรื่องนี้กันอีกครั้ง?