ในปัจจุบันนี้ การประหารชีวิตในไทย ยังคงมีอยู่นะคะ แต่ปัจจุบันนี้อาจจะไม่ร้ายแรงเหมือนการประหารชีวิตในอดีต เพราะตอนนี้ทางกรมราชทัณฑ์ได้เปลี่ยนประหารชีวิตจากการยิงเป้ามาเป็นประหารชีวิตแบบฉีดยาแทน ซึ่งประหารชีวิตแบบนี้นับเป็นประหารชีวิตแบบใหม่ที่เป็นที่ยอมรับ

การประหารชีวิตในไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

การประหารชีวิตในไทย

การประหารชีวิต ถือว่าเป็นบทลงโทษที่รุนแรงที่สุดในทุก ๆ ประเทศ ที่มีมาตั้งแต่อดีต ซึ่งถ้าหากใครที่ได้อ่านหรือศึกษาเรื่องราวเหล่านี้ซักครั้ง ก็คงจะรู้สึกไม่ต่างกันหรอกค่ะว่า แม้ว่าในแต่ละประเทศจะมีเครื่องมือประหารชีวิตที่แตกต่างกันออกไป แต่ทว่าความรุนแรง หรือความซาดิสม์นั้นไม่ได้ต่างกันเลย เพราะไม่ว่าจะใช้เครื่องมือไหน ๆ ในประหารชีวิตนักโทษก็ล้วนแล้วแต่มีจุดประสงค์เดียวกัน นั่นคือทรมานคนผิดอย่างเลือดเย็นแล้วปล่อยให้เจ็บปวดตายไปในที่สุด ในประเทศไทยก็เช่นกัน โทษประหารที่เคยทำกันมาตั้งแต่อดีตนั้นขึ้นชื่อว่าโหดเช่นเดียวกัน

ประหารชีวิตในไทยเริ่มขึ้นเมื่อไหร่

ประหารชีวิตในไทยเริ่มขึ้นเมื่อไหร่

ประหารชีวิตในไทยเริ่มต้นขึ้นสมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งวิธีการประหารชีวิตจะเน้นความทรมานชนิดที่ได้ยินแล้วยังขนลุก เพราะไม่ว่าจะเป็นการเอาน้ำมันเดือดราดหัวจนตาย การเอามีด และขวานผ่าอกแหวกตับไตไส้พุงทั้งเป็นจนตาย  เอาเบ็ดใหญ่เกี่ยวเนื้อให้หลุดทีละส่วนจนตาย เอามีดคม ๆ จากนั้นแล่เนื้อลอกหนังออกทีละนิดจนตาย เอาหอกค่อย ๆ ทิ่มแทงจนตาย หรือฝังดินครึ่งตัวแล้วเผาส่วนบนจนทรมานตาย

ซึ่งโทษแสนทรมานในสมัยนั้น ก็จะถูกตัดสินจากความผิดที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่นถ้าใครเผาบ้านเมือง ก็จะถูกประหารด้วยการเอาผ้าชุบน้ำมันพันรอบตัวแล้วจุดไฟเผาทั้งเป็น  เป็นต้น และที่สำคัญการประหารชีวิตทุกรูปแบบก็จะต้องทำกันแบบโจ่งแจ้งต่อหน้าชาวบ้านมาก เพื่อให้คนเกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง   เพราะเวลาที่มีการประหารนักโทษซักคน บ้านเมืองก็สงบสุขไปพักใหญ่ทีเดียว เพราะไม่มีใครกล้าทำความผิด ไม่มีใครอยากถูกลงโทษอย่างทรมานอย่างที่ตัวเองไปเห็นมา

การประหารชีวิตสมัยอยุธยาตอนปลายและรัตนโกสินทร์

การประหารชีวิตสมัยอยุธยา

การประหารด้วยวิธีทรมานสารพัดก็เริ่มค่อย ๆ เลือนหายไป เหลืออยู่แค่วิธีเดียวง่าย ๆ นั่นคือ การตัดคอหรือว่าการกุดหัวเท่านั้น สำหรับการประหารชีวิตด้วยวิธีนี้นับว่าเป็นวิธีฉับเดียวดับ ไม่ทันได้ทรมานก็ตายแล้ว แถมก่อนหน้าวันประหารก็ยังมีการเลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำอย่างดีอีก และพอถึงวันประหารนักโทษก็ถูกปิดตา ไม่ต้องเห็นบาดแผล และไม่ต้องรู้ว่าใครกำลังจะทำอะไรเรา ไปแบบสบาย ๆ เลยทีเดียว

การประหารชีวิตด้วยวิธีบั่นคอ

สำหรับการประหารชีวิตด้วยวิธีบั่นคอนั้น ถือว่าเป็นโทษและการประหารที่โหดสยองที่สุดในไทยสมัยอดีตก็ว่าได้เนื่องจากว่าการประหารชีวิตด้วยวิธีบั่นคอนั้นทำในที่แจ้ง เปิดให้ประชาชนเข้าชมการประหารได้โดยที่ไม่มีสิ่งปิดพัง หลังจากตัดคอนักโทษเสร็จแล้วก็จำนำศีรษะมาเสียบประจานอีกด้วย

เพชฌฆาต

“ เพชฌฆาต ” เป็นตำแหน่งที่โปรดเกล้าพระราชทานให้แก่ผู้มีดวงอันเหมาะสม โดยจะมีบรรดาโหราจารย์นำดวงชะตาของแต่ละบุคคลไปคำนวณอย่างละเอียดเพื่อประกอบในการคัดเลือก ทั้งนี้ ด้วยถือกันว่า การประหารชีวิตคนอันเป็นสัตว์ประเสริฐนับเป็นกรรมหนักรุนแรง จึงจะต้องเฟ้นหาดวงเพชฌฆาตที่มีดวงคุ้มตัวเองได้ มิฉะนั้นชีวิตจะสั้น

เมื่อโหราจารย์เลือกเฟ้นได้คนที่มีดวงเหมาะสม และคนผู้นั้นก็ยังต้องเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญเพลงดาบอย่างดี ทั้งมีความรู้เกี่ยวกับดาบ มีความแม่นยำในการลงดาบ เมื่อทำการประหารจะได้ไม่เป็นการทรมานนักโทษจนเกินไป และผู้เป็นเพชฌฆาตจะต้องมีความรู้ทางด้านคาถาอาคมเป็นพิเศษด้วย อย่างเช่น คาถาสวดวิญญาณผีตายโหง อาคมก่อนหยิบดาบเพชฌฆาต รวมทั้งสามารถแก้อาถรรพณ์หากผู้ถูกประหารมีวิชาด้านคงกระพันชาตรี เป็นต้น

ตัวเพชฌฆาต หรือมือประหารเองจะต้องอยู่ประจำ ณ เรือนจำตั้งแต่ได้รับคำสั่งให้เตรียมการ หลังจากนั้นเมื่อได้เวลาเพชฌฆาตจะอัญเชิญดาบออกจากที่ตั้งไปทำการบวงสรวงด้วยเครื่องเซ่น เพื่อเป็นการปลุกดาบให้เข้มขลัง เสร็จพิธีแล้วจึงค่อยเก็บดาบไว้ที่ตั้งเดิมรอเวลาประหาร

เพชฌฆาตผู้ทำหน้าที่ประหารชีวิตจะมีด้วยกันทั้งหมด 3 คน คือ ดาบหนึ่ง และตัวสำรองอีก 2 คน เรียกว่า ดาบสอง และ ดาบสาม ถ้าดาบหนึ่งฟันคอไม่ขาด ดาบสองจะต้องซ้ำ ถ้ายังไม่ขาดดาบสามก็ต้องเชือดให้ขาด

ดาบเพชฌฆาต

ดาบหนึ่ง : ดาบจะมีความสั้นกว่าดาบสอง ใบดาบจะกว้างกว่าดาบสอง ทั้งด้ามดาบก็สั้นกว่า สันดาปจะหนาประมาณ 1ซ.ม. ส่วนด้ามดาบประกอบด้วยเหล็กรัด อีกทั้งยังใช้เชือกด้ายดิบถักหุ้มด้วยลวดลายรัดกุมเพื่อให้สาก ถนัดในการกระชับ ทั้งลงรัก และยางไม้เพื่อรักษาด้วยให้คงทนต่อการใช้งาน ซึ่งสภาพดาบปลายจะหักลง แล้วงอนขึ้นคล้ายใบง้าวของจีนเพื่อให้เกิดน้ำหนักถ่วงทางโคนดาบให้ได้ดุล

ดาบสอง : ใบดาบจะยาวกว่าดาบหนึ่งประมาณ 8 ซ.ม. ใบดาบเรียวคล้ายดาบที่นักรบไทยโบราณทั่วไปใช้ ปลายดาบเฉียงต่ำรับกับความโค้งของใบดาบด้านล่าง สันดาปบางประมาณ 0.7 ซ.ม.

สำหรับดาบเพชฌฆาตคู่นี้ได้รับการทิ้งไว้ยัง ห้องพิเศษในคุกหลวง และยังห้ามผู้ใดแตะต้อง ทุกวันเสาร์จะมีการสังเวยด้วยเหล้า และไก่ต้มเป็นการบวงสรวง จนมีการเล่าขานกันว่า ดาบ 2 เล่มจะสั่นได้เองเหมือนถูกคนจับเขย่า และหลังจากดาบทั้งคู่สั่นไม่เกิน 7 วันก็จะต้องมีพิธีประหารชีวิตนักโทษเกิดขึ้นทุกคราไป

ที่สำคัญดาบเพชฌฆาตทั้งสองเล่มนี้ถูกใช้มาจนถึง รัชกาลที่ 6 จึงได้ยกเลิก แต่สำหรับชีวิตนักโทษที่สังเวยไปจากดาบคู่นี้ประมาณไม่ต่ำกว่า 1,000 ศพ

การสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์

โทษประหาร ไทย ล่าสุด

ในกรณีที่นักโทษเป็นเชื้อพระวงศ์ หรือเป็นกษัตริย์ ก็จะมีวิธีเฉพาะคือการทุบด้วยท่อนจันทน์ ที่ถือเป็นไม้หอม เป็นการให้เกียรติแก่นักโทษ โดยการประหารด้วยท่อนจันทน์นี้ จะใช้ลานวัดปทุมคงคาเป็นลานประหาร ส่วนวิธีการ ก็คือ จะนำร่างของผู้ถูกประหารสวมด้วยถุงแดงแล้วรัดถุงให้แน่น เพื่อไม่ให้ใครแตะต้องพระวรกาย และป้องกันไม่ให้ใครเห็นพระศพด้วย จากนั้นเพชฌฆาตที่ได้รับนามเฉพาะว่า “หมื่นทะลวงฟัน”  ก็จะใช้ไม้จันทน์ขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายกับสากตำข้าวในสมัยก่อนทุบลงไปสุดแรงบริเวณพระเศียรหรือที่พระนาภี เสร็จแล้วก็นำไปฝังในหลุม 7 คืนเพื่อให้มั่นใจว่าสิ้นพระชนม์แล้วจริง ๆ ก่อนขุดขึ้นมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

แต่สำหรับวิธีการประหารชีวิตด้วยท่อนจันทน์ ถูกยกเลิกไปในสมัยรัชกาลที่ 5 หลังจากที่มีการประกาศใช้กฎหมาย ร.ศ. 127 ว่า ให้ประหารชีวิตเชื้อพระวงศ์ด้วยวิธีเดียวกันกับสามัญชน ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นนักโทษอีกต่อไป และในที่สุด ในปี 2477 ก็ได้ล้มเลิกการประหารชีวิตด้วยการตัดหัวไป โดยเปลี่ยนเป็นการใช้ปืนยิงเป้าแทน โดยวิธีการยิงปืนประหารนี้ ก็จะมีขั้นตอนคล้ายกับการประหารชีวิตด้วยการตัดหัว ต่างกันก็ต้องที่การยิงปืนประหาร จะทำในห้องประหารมิดชิด ไม่มีการเรียกประชาชนมามุงดูเหมือนกับการประหารชีวิตด้วยการตัดหัวอีกต่อไป

ฆ่าเจ็ดชั่วโคตร คืออะไร?

สำหรับการประหารชีวิตด้วยการยิงเป้านั้นทำกันมาได้ไม่นานนัก เพราะเมื่อปี พ.ศ. 2545 ได้เปลี่ยนวิธีการประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า มาเป็นการฉีดยาแทน ซึ่งการฉีดยาจะมี 3 เข็ม 3 ขั้นตอน คือ

เข็มที่ 1 ฉีดยาให้นักโทษสลบก่อน

เข็มที่ 2 ฉีดยาหยุดการทำงานของปอดและกระบังลม

เข็มที่ 3 ฉีดยาที่ทำให้หัวใจหยุดเต้น เป็นอันเสร็จพิธี

จากขั้นตอนของการประหารในข้างต้นเราจะเห็นได้ว่านักโทษประหารในยุคนี้ ตายแบบสบายๆ ไม่ทรมาน แม้ว่านักโทษผู้นั้นจะก่อคดีอะไรก็ตาม สุดท้ายก็ต้องโดนโทษประหารแบบนี้ทุกรายไป

หลังจากที่คุณได้อ่านข้อมูลในข่างต้นแล้วหลายคนอาจจะยังสงสัยว่าการประหารชีวิตในไทยนั้นมีวิวัฒนาการแค่นี้หรอ แต่ความริงนั้นไม่เลยนะคะ เพราะว่าการประหารในไทยนั้นยังมีอีกหลายๆแบบที่เรายังไม่ได้พูดถึงนั่นก็คือ ฆ่าเจ็ดชั่วโคตร

ฆ่าเจ็ดชั่วโคตร คืออะไร?

ฆ่าเจ็ดชั่วโคตร คืออะไร?

การปกครองบ้านเมืองของไทยสมัยโบราณ นับเวลาที่สามารถสืบค้นได้ได้มีกฎหมายที่ใช้กันในสมัยนั้นเริ่มตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นต้นมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 นับว่าฆ่าเจ็ดชั่วโคตร หรือว่าการประหารเจ็ดชั่วโคตรเป็นบทลงโทษที่น่ากลัว และหวาดเสียว สยดสยองมาก ทำเอานักโทษ กินไม่ได้นอนไม่หลับเลยที่เดียว

เนื่องจากว่ากฎการประหารฆ่า เจ็ดชั่วโคตร นั้น สืบเนื่องจากการบัญญัติไว้ในกฎมณเทียรบาล และกฎหมายที่เกี่ยวกับลักษณะของกบฏศึก เป็นการนำมาใช้กับ คนหรือพวกที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อบ้านเมือง บุคคลประเภทนี้ถือว่าเป็นกบฎต้องถูกประหารชีวิตอย่างเดียวไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งการลงโทษนั้นไม่ลงโทษเพียงผู้ทำผิดเท่านั้นแต่จะต้องรับโทษร่วมกัน ถึง ลูกเมีย หลาน ปู่ ย่า ตายาย ที่เรียกกัน ว่าฆ่ากันทั้งโคตร หรือว่าฆ่า เจ็ดชั่วโคตร การนับชั่วโคตรนั้น ก็นับจาก ทั้งตระกูลทั้ง ฝ่ายชาย และฝ่ายหญิง โดยการฆ่านี้จะต้องให้ครบทุกเครือญาติ ครบเครือญาติ หมายถึง 1. นักโทษ และเมีย 2. ลูก 3. หลาน 4. เหลน 5. พ่อแม่ 6. ปู่ ย่า ตา ยาย 7. ทวด

เครือญาติเหล่านี้จะต้องถูกประหารทั้งหมดเพื่อไม่ให้ใครกลับมาแก้แค้นหรือว่าก่อการกบฏได้อีกในภายหลัง