สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ ถือว่าเป็นวิธีการประหารพระราชวงศ์ไทยโดยการใช้ท่อนจันทน์เป็นอุปกรณ์ สำหรับวิธีการดังกล่าวไม่มีการปฏิบัติอีกต่อมาตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรเมนมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้ยกเลิกวิธีดังกล่าวอย่างเป็นทางการตั้งแต่มีการประกาศใช้กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 ในรัชกาลต่อมา ซึ่งกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้การประหารชีวิตบุคคลทุกชนชั้นกระทำโดยการตัดศีรษะแทน

ประวัติของ สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์

สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ คืออะไร?

การสำเร็จโทษด้วนท่อนจันทน์ จัดว่าเป็นการประหารชีวิตพระราชวงศ์ซึ่งถูกบัญญัติไว้ในมาตรา 176 แห่งกฎมนเทียรบาล กฎหมายตราสามดวงฉบับชำระในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ว่า…”ถ้าแลโทษหนักถึงสิ้นชีวิตไซร้ ให้ส่งแก่ทะลวงฟันหลังแลนายแวงหลังเอาไปมล้างในโคกพญา นายแวงนั่งทับตักขุนดาบ ขุนใหญ่ไปนั่งดู หมื่นทะลวงฟันกราบสามคาบ ตีด้วยท่อนจันทน์แล้วเอาลงขุม นายแวงทะลวงฟันผู้ใดเอาผ้าทรงแลแหวนทองโทษถึงตาย เมื่อตีนั้นเสื่อขลิบเบาะรอง” โดยกฎมนเทียรบาลนี้จะประกาศใช้เมื่อใดเป็นครั้งแรกยังคงเป็นที่ถกเกียงกันอยู่ในขณะนี้

อย่างไรก็ดี กฎมนเทียรบาลฉบับที่เก่าที่สุดปรากฏความว่า “ศุกมัสดุ ศักราช 720 วันเสาร์ เดือนห้า ขึ้นหกค่ำ ชวดนักษัตรศก สมเด็จพระเจ้ารามาธิบดีบรมไตรโลกนาถ… (ข้อความต่อไปเกี่ยวกับว่า ทรงประกาศใช้กฎหมายดังต่อไปนี้) ” ศักราชดังกล่าวเป็นจุลศักราช

ทั้งนี้ ปรามินทร์ เครือทอง ผู้เขียนหนังสือ “สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์” ยังได้ตรวจสอบพระราชพงศาวดารต่าง ๆ ปรากฏปีเสด็จขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแตกต่างดังต่อไปนี้

  1. พระราชวงศาวดารฉบับพิมพ์ 2 เล่ม เสด็จขึ้นทรงราชย์ จ.ศ. 796 (พ.ศ. 1977)
  2. พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เสด็จขึ้นทรงราชย์เมื่อปีขาล จ.ศ. 796 (พ.ศ. 1977)
  3. พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ เสด็จขึ้นทรงราชย์เมื่อปีมะโรง จ.ศ. 810 (พ.ศ. 1991)

นอกจากนี้แล้วสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ยังทรงพระนิพนธ์ไว้ในหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า “ข้าพเจ้าเชื่อว่าศักราชอย่างลงไว้ในฉบับหลวงประเสริฐนั้นถูก” ในกรณีนี้ ในปี จ.ศ. ที่ระบุไว้ในบานแผนกได้แก่  จ.ศ. 720 ก่อนที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจะเสด็จขึ้นทรงราชย์เก้าสิบปี   ซึ่งกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงแก้ว่า น่าจะเป็นเพราะอาลักษณ์เขียนผิด โดยเขียนเลข 8 เป็นเลข 7 แต่ที่ถูกคือ จ.ศ. 820 ทั้งนี้ หากนับตามปีปฏิทินแล้ว จ.ศ. 720 ตรงกับปีจอ ซึ่งในบานแผนกว่าปีชวด และปีชวดจะตรงกับ จ.ศ. 722

ลาน ประหาร สมัย อยุธย

และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชวินิจฉัยว่า น่าจะเป็นเพราะอาลักษณ์เขียนผิดเช่นกัน แต่ทว่าที่เขียนผิดก็คือเลข 0 ที่ถูกต้องเป็น 2 อันได้แก่ จ.ศ. 722 ซึ่งตรงกับสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (อู่ทอง)

ทั้งนี้ ปรามินทร์ เครือทอง ยังเชื่อว่า ปีที่ระบุในบานแผนกน่าจะเป็นปีรัชกาลของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ไม่น่าใช่ปีรัชกาลของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เนื่องจากว่าการเริ่มต้นสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ได้มีมาก่อนรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแล้ว โดยปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาดังต่อไปนี้

“ศักราช 744 ปีจอ จัตวาศก สมเด็จพระบรมราชาธิราชเสด็จสวรรคต อยู่ในราชสมบัติ 13 ปี

จึงเจ้าทองจันทร์ ราชบุตร พระชนม์ได้ 15 พรรษา ขึ้นเสวยราชสมบัติ 7 วัน

สมเด็จพระราเมศวรเสด็จลงมาแต่เมืองลพบุรี เข้าในพระราชวังได้ กุมเอาเจ้าทองจันทร์ได้

ให้พิฆาตเสียวัดโคกพระยา แล้วพระองค์ได้เสวยราชสมบัติ”

ซึ่งถ้าหากเราจะสรุปเอาตามพระบรมราชวินิจฉัย และความคิดเห็นของปรามินทร์ เครือทองข้างต้น ก็จะได้ว่ากฎมนเทียรบาลอันกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการเกี่ยวกับการสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์นั้นประกาศใช้เป็นครั้งแรกในรัชกาลสมเด็จพระราชาธิบดีที่ 1 นั่นเอง

ความผิดและผู้กระทำความผิดอันระวางโทษนี้

การสำเร็จโทษพระเจ้าตากสิน

ตามมาตรา 176 ของกฎมนเทียรบาล ในกฎหมายตราสามดวง ๆ ได้บัญญัติไว้ว่า…”ถ้าแลโทษหนักถึงสิ้นชีวิตไซร้ ให้ส่งแก่ทะลวงฟันหลังและนายแวงหลังเอาไปมล้างในโคกพญา”…โดยมิได้ระบุรายละเอียดโทษดังกล่าวไว้ ทั้งนี้ ในกฎมนเทียรบาลเองมีบัญญัติข้อปฏิบัติ ข้อห้าม และข้อกำหนดโทษสำหรับพระราชวงศ์ ตลอดจนนางสนมกรมในไว้ด้วยเช่นกัน

โดยโทษก็จะมีตั้งแต่ระดับโบย จำ เนรเทศ และประหารชีวิต ส่วนข้อปฏิบัติ และข้อห้ามนั้นส่วนใหญ่ตั้งขึ้นก็เพื่อป้องกันความไม่เหมาะสมทางเพศ อย่างเช่น การพูดจา ไปมาหาสู่ หรือมีสัมพันธ์กับนางสนมกรมใน นอกจากนี้ ในส่วนเฉพาะสำหรับพระราชกุมารยังมีข้อห้ามอื่น ๆ เพื่อเป็นการป้องกันการกบฏต่อพระราชบัลลังก์อีกด้วย

ตามมาตรา 77 สั่งห้ามมิให้ขุนนางที่มีศักดินาตั้งแต่แปดร้อยถึงหนึ่งหมื่นไร่ไปมาหาสู่กับพระราชโอรส หรือพระราชนัดดา หากขุนนางใดละเมิดฝ่าฝืนต้องระวางโทษประหารชีวิต

อย่างไรก็ดี ตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ผู้ที่รับโทษประหารชีวิตด้วยท่อนจันทน์นั้นส่วนใหญ่มักเป็นพระราชวงศ์ที่ต้องโทษทางการเมือง เป็นต้นว่า มีการแย้งชิงพระราชบัลลังก์ และผู้กระทำการดังกล่าวสำเร็จจะสั่งให้ประหารพระมหากษัตริย์พระองค์เดิม ตลอดจนพระราชวงศ์ และบุคคลใกล้ชิดของพระมหากษัตริย์ดังกล่าวอีกด้วย

และเพื่อป้องกันความสั่นคลอนพระราชบัลลังก์ในภายหลัง และอีกกรณีก็คือการที่พระมหากษัตริย์สิ้นพระชนม์ และมีพระราชบุตรทรงอยู่ในพระราชสถานะที่จะเสด็จขึ้นทรงราชย์ได้ แต่ทว่ามีบุคคลที่สามต้องการพระราชบัลลังก์เช่นกัน จึงจำเป็นต้องมีการกำจัดพระราชบุตรคนดังกล่าวตลอดจนผู้เกี่ยวข้องไปให้พ้นทาง

กระบวนการสำเร็จโทษ

การสำเร็จโทษ

ทะลวงฟัน

กฎข้อนี้ได้มีบัญญัติไว้ในกฎหมายตราสามดวง ส่วนพระอัยการตำแหน่งนาพลเรือน นาทหาร หัวเมืองว่า “หมื่นทะลวงฟัน” ซึ่งเป็นผู้ที่มีหน้าที่เป็นหน่วยรักษาความปลอดภัย และหน่วยจู่โจม ซึ่งในการประหารพระราชวงศ์ด้วยท่อนจันทน์นี้ หมื่นทะลวงฟันมีหน้าที่เป็นเพชฌฆาต

นายแวงและขุนดาบ

“นายแวง” และ “ขุนดาบ” ชื่อนี้เป็นชื่อตำแหน่งข้าราชการระดับหนึ่งในสมัยโบราณ ซึ่งเป็นผู้ที่มีหน้าที่ล้อมวงพระมหากษัตริย์เพื่อถวายการอารักขา และมีหน้าที่ประสานกับชาวพนักงานฝ่ายอื่น ๆ เพื่อให้การดังกล่าวเป็นไปโดยเรียบร้อย

ซึ่งนายแวงจะมียศสูงกว่าขุนดาบ โดยในมาตรา 30 แห่งกฎมนเทียรบาล กฎหมายตราสามดวง ได้บัญญัติว่า ” ถ้าเสด็จขึ้นเขาแลเข้าถ้ำ ขึ้นปรางค์เข้าพระวิหาร ให้ขุนดาบเข้าค้น แล้วให้ตำรวจในเข้าค้น แล้วให้นายแวงเข้าค้น แล้วให้กันยุบาตรค้นเล่าเป็นสี่ท่าจึ่งเชิญเสด็จ เมื่อเสด็จตำรวจในแนมสองข้าง นายแวงถัด ขุนตำรวจขุนดาบอยู่แต่ข้างล่าง ครั้นเสด็จถึงใน ตำรวจในอยู่บานประตูข้างใน นายแวงอยู่บานประตูข้างนอก ขุนดาบอยู่เชิงบันไดเชิงเขา ”

สำหรับการประหารพระราชวงศ์ด้วยท่อนจันทน์นั้น นายแวงและขุนดาบจะมีหน้าที่รักษาความปลอดภัยในมณฑลพระราชพิธีประหาร โดยเฉพาะนายแวงมีหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องโทษประหารด้วยท่อนจันทน์ไปยังมณฑลดังกล่าวอีกด้วย ซึ่งการควบคุมตัวดังกล่าว มาตรา 175 ยังให้อำนาจนายแวงสามารถจับกุมผู้มีพฤติกรรมที่ต้องสงสัยได้ทันที

ทั้งนี้ ยังบัญญัติไว้ว่า “เมื่อไปนั้น ถ้ามีเรือผู้ใดเข้าไปผิดประหลาดอัยการนายแวง ท้าวพระยาห้วเมือง มนตรีมุข ลูกขุนแต่นาหนึ่งหมื่นถึงนาหกร้อยผู้ใดส่งลูกเธอก็ดี เพื่อให้ของส่งของฝากก็ดี อัยการนายแวงได้กุมเอาตัวเป็นขบถตามโทษนุโทษ”

ขุนใหญ่

คำว่า “ขุนใหญ่” หมายถึง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2540 ให้ความหมายของคำว่า “ขุน”  และขุน เป็นบรรดาศักดิ์ข้าราชการรองจากหลวงลงมา อย่างเช่น ขุนวิจิตรมาตรา

นอกจากนี้ขุนใหญ่ในการประหารพระราชวงศ์ด้วยท่อนจันทน์ ได้แก่ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นประธานในพระราชพิธีสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ ส่วนในกรณีที่พระองค์ไม่เสด็จพระราชดำเนินไปด้วย  ทั้งนี้ ขุนใหญ่ผู้ที่มีหน้าที่ไปกำกับการพระราชพิธีต่างพระเนตรพระกรรณเพื่อให้การเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และยังมีหน้าที่อ่านประกาศพระบรมราชโองการพระราชทานโทษประหารชีวิตในมณฑลพระราชพิธีก่อนจะเริ่มประหารด้วย

สถานที่

สถานที่สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์นั้นจะใช้ที่วัดโคกพญา หรือว่า โคกพระยาซึ่งยังไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าจะใช้โคกพญาเดียวกันกับในมนเทียรบาล

ขั้นตอนของการสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์

สำหรับการสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์นั้นมีวิธีเป็นแบบปรกติจะต้องใส่ถุงแดงให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งเจ้าหน้าจึงอัญเชิญไปยังลานพิธี แล้วปลงพระชนม์ตามพระราชอาญา นอกจากนี้ยังมีการสำเร็จโทษด้วยวิธีอื่น ๆ อย่างอีกเช่น ใส่หลุมอดอาหาร ฝังทั้งเป็น ถ่วงน้ำ ตัดพระเศียร และวิธีพิสดารอื่นๆ

รายพระนามผู้ทรงถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์

ท่อนจันทร์ ประหาร

สมัยกรุงศรีอยุธยา

–    สมเด็จพระเจ้าทองลัน พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 4

–    พระรัษฎาธิราช พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 12

–    พระศรีเสาวภาคย์ พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 20

–    สมเด็จพระเชษฐาธิราช พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 22

–    พระอาทิตยวงศ์ พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 23

–    สมเด็จเจ้าฟ้าไชย พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 25

–    สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 26

ราชวงศ์บ้านพลูหลวง

–    เจ้าพระขวัญ พระราชโอรสในสมเด็จพระเพทราชาที่ประสูติแต่กรมหลวงโยธาทิพ

–    เจ้าฟ้าอภัยและเจ้าฟ้าปรเมศร์ พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ

–    พระองค์เจ้าชื่นและพระองค์เจ้าเกิด พระราชบุตรในกรมพระราชวังบวรเสนาพิทักษ์

–    กรมหมื่นจิตรสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ และกรมหมื่นเสพภักดี (เจ้าสามกรม) พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

–    สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

–    พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลำดวน พระราชโอรสในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท

–    พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอินทปัต พระราชโอรสในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท

–    พระองค์เจ้าอรนิกา พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

–    สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าสุพันธวงศ์ กรมขุนกษัตรานุชิต พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

–    เจ้าจอมมารดาสำลี พระราชธิดาในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และเป็นพระมเหสีในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ วังหน้าในรัชกาลที่ 2

–    พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากระษัตรี พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

–    พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไกรสร กรมหลวงรักษ์รณเรศ (หม่อมไกรสร) พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

–    หม่อมเจ้าแห พระธิดาใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าฉัตร กรมหมื่นสุรินทรรักษ์

–    หม่อมเจ้ามะเดื่อ พระธิดาใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าฉัตร กรมหมื่นสุรินทรรักษ์

ความเห็นของ ศาสตราจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการไทย

ตี ด้วย ไม้ ท่อน จันทร์

“สำหรับการประหารเจ้านายด้วยพิธีกรรมอันอลังการดังที่กล่าวนี้ ไม่รู้ว่าจะแปลเป็นภาษาฝรั่งว่าอย่างไร แต่อังกฤษก็มีคำที่ผูกจากละตินว่า regicide แปลตามตัวก็คือ “สังหารพระเจ้าแผ่นดิน”แล้วฝรั่งก็ใช้คำนี้ในความหมายทื่อ ๆ

ซึ่งการประหารเจ้านายด้วยพิธีกรรมอันซับซ้อนแสดงให้เห็นว่าคนไทยในสมัยก่อนมองพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นสถาบันอย่างชัดแจ๋วเลยทีเดียว จะชิงราชบัลลังก์พร้อมกับการขจัดพระเจ้าแผ่นดินออกไปไม่ใช่แค่เอาบุคคลที่เป็นพระเจ้าแผ่นดินไปฆ่าง่าย ๆ อย่างนั้น เอาไปฆ่านั้นฆ่าแน่

แต่ทว่าจะฆ่าบุคคลอย่างไรจึงไม่กระทบต่อสถาบัน เพราะว่าเขาแย่งชิงราชบัลลังก์ ไม่ได้พิฆาตราชบัลลังก์ซึ่งต้องสงวนไว้ให้เขาขึ้นไปครองแทน ฉะนั้นเลือดเจ้าจึงตกถึงแผ่นดินไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ก่อนที่จะสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ต้องสวมถุงแดงไม่ให้ใครถูกเนื้อต้องตัวพระบรมศพ จากนั้นก็ใช้ท่อนจันทน์ในการประหาร ฯลฯ”

สำหรับจุดอ่อนที่สุดอย่างหนึ่งของสถาบันกษัตริย์นับแต่ต้นอยุธยาก็คือ ปัญหาการสืบราชสมบัติ ซึ่งคุณสมบัติเพียงประการเดียวของผู้มีสิทธิจะสืบราชสมบัติได้ก็คือความเป็นเชื้อพระวงศ์ ทั้งนี้ ปรามินทร์ เครือทอง นักวิชาการอิสระ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์” ยังให้ความเห็นว่า…

“คงจะเป็นการไม่ยุติธรรมหากเราจะเอาความรู้สึกปัจจุบันไปตัดสินกระบวนการทางการเมืองดังกล่าว เพราะว่าภาพที่เราเห็นคือพ่อฆ่าลูก อาฆ่าหลาน พี่ฆ่าน้อง เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ในปัจจุบัน แต่ทว่าในหลายๆ เหตุการณ์ในอดีตนั้นกลับชี้ให้เราเห็นว่า ผู้ที่ได้รับการละเว้นมักจะกลับคืนมาพร้อมที่จะฆ่าผู้อื่น เพื่อทวงบัลลังก์คืนเช่นกัน ดังนั้น จึงไม่มีการครอบครองพระราชอำนาจโดยปราศจากความหวาดระแวง เนื่องจากว่าสิ่งนี้เป็นเสมือนคำสาปที่อยู่คู่กับราชบัลลังก์สยามมาจนถึงรัชกาลที่ 7 ในสมัยรัตนโกสินทร์…”

เรียกได้ว่าการสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ เป็นสิ่งที่มีมานาน และยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่นะคะว่า การสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ นั้นมีการบังคับใช้มาตั้งแต่เมื่อไหร่?