เพชฌฆาต หรือว่ามือประหาร เป็นชายที่ได้ชื่อว่าน่าเกรงกลัวที่สุด เนื่องจากว่านักโทษไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือว่าเป็นคนที่มียศถาบรรดาศักดิ์ ถ้าทำผิดชีวิตของท่านก็ต้องจบลงด้วยดาบของเพชฌฆาต นี้เอง และจากอดีตจนถึงปัจจุบันนี้เพชฌฆาตของไทยมีหลายคน และในปัจจุบันนี้เพชฌฆาตก็ยังมีอยู่และประจำการอยี่ที่ “เรือนจำบางขวาง”

เพชฌฆาต คือใคร?

เพชฌฆาต

หลายคนไม่เคยรู้ว่า ตำแหน่ง “เพชฌฆาต” นั้นเป็นตำแหน่งที่โปรดเกล้าพระราชทานให้แก่ผู้มีดวงอันเหมาะสม โดยการคัดเลือกคนที่จะมารับตำแหน่งเพชฌฆาต นั้นจะมีบรรดาโหราจารย์นำดวงชะตาของแต่ละบุคคลนั้นไปคำนวณอย่างละเอียดเพื่อทำการคัดเลือก เพราะถือว่าการประหารชีวิตคนอันเป็นสัตว์ประเสริฐนั้นนับเป็นกรรมหนักรุนแรง จึงต้องเฟ้นหาดวงเพชฌฆาตที่มีดวงคุ้มตัวเองได้ มิฉะนั้นชีวิตจะสั้น

วิธีคัดเลือกเพชฌฆาต

หลังจากที่บรรดาโหราจารย์คัดเลือกได้คนที่มีดวงเหมาะสมแล้ว ผู้นั้นก็จะต้องเป้นผู้เชี่ยวชาญทางด้านเพลงดาบอย่างดี มีความรู้เรื่องดาบ และเป็นคนที่มีความแม่นยำในการลงดาบ เพื่อจะได้ไม่เป็นการทรมานนักโทษจนเกินไป และคน คนนั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ทางด้านคาถาอาคมเป็นพิเศษด้วย อย่างเช่น คาถาสวดวิญญาณผีตายโหง  อาคมก่อนหยิบดาบเพชฌฆาต รวมทั้งจะต้องมีความรอบรู้เรื่องของการแก้อาถรรพณ์หากผู้ถูกประหารมีวิชาด้านคงกระพันชาตรี

ทั้งนี้ เพชฌฆาต หรือมือประหาร จะต้องอยู่ประจำ ณ เรือนจำตั้งแต่ได้รับคำสั่งเพื่อให้เตรียมการ หลังจากนั้นเมื่อได้เวลาเพชฌฆาตจะอัญเชิญดาบออกจากที่ตั้งไปทำการบวงสรวงก่อนด้วยเครื่องเส้น เสร็จพิธีแล้วจึงค่อยเก็บดาบไว้ที่ตั้งเดิมแล้วรอเวลาประหาร

อาวุธของเพชฌฆาต

ในสมัยก่อนอาวุธคู่กายของเพชฌฆาตคือ “ดาบ” ซึ่งก็ดาบน้ำดีคือ เหล็กน้ำพี้ โดยการสร้างดาบเพชฌฆาตผู้ตีดาบจะต้องถือ “ฤกษ์เพชฌฆาต” เป็นหลัก ส่วนการตีดาบให้ได้รูปลักษณ์ที่ต้องการ และคม ต้องใช้ยามยมขันธ์เป็นหลักด้วยเช่นกัน

  ดาบหนึ่ง และดาบสอง คืออะไร

เพชฌฆาตคนสุดท้าย

ดาบหนึ่ง  : เพชฌฆาตดาบหนึ่งจะใช้ดาบมีความสั้นกว่าดาบสอง โดยใบดาบจะกว้างกว่า ด้ามดาบก็สั้นกว่า สันดาปจะหนาประมาณ 1 ซ.ม.  ส่วนด้ามดาบ นั้นจะประกอบด้วยเหล็กรัด ใช้เชือกด้ายดิบถักหุ้มเพื่อให้สาก กระชับมือ ลงรักและยางไม้เพื่อรักษา เพื่อให้คงทนต่อการใช้งาน สภาพดาบปลายจะหักลง แล้วงอนขึ้นคล้ายใบง้าวของจีนเพื่อให้เกิดน้ำหนักถ่วงทางโคนดาบให้สมดุล

ดาบสอง :  สำหรับเพชฌฆาตดาบสองจะใช้ดาบที่มีลักษณะของใบดาบจะยาวกว่าดาบหนึ่งประมาณ 8 ซ.ม. ซึ่งใบดาบเรียวคล้ายดาบที่นักรบไทยโบราณทั่วไปใช้ แต่ทางด้านของปลายดาบเฉียงต่ำรับกับความโค้งของใบดาบด้านล่าง สันดาปบางประมาณ 0.7 ซ.ม.

ในปัจจุบัน ดาบเพชฌฆาตคู่นี้ก็ยังถูกเก็บรักษาอยู่ในห้องพิเศษของคุกหลวง พร้อมกับห้ามผู้ใดแตะต้อง ทุกวันเสาร์จะมีการสังเวยด้วยเหล้า และไก่ต้มเป็นการบวงสรวง จนมีการเล่าขานกันว่า ดาบ 2 เล่มดังกล่าวจะสั่นได้เองเหมือนกับว่าถูกคนจับเขย่า และหลังจากดาบทั้งคู่สั่นไม่เกิน7 วัน จะต้องมีพิธีประหารชีวิตนักโทษเกิดขึ้นทุกครั้งไป

ในช่วงรัชกาลที่ 6 พระองค์ได้ยกเลิกการใช้ดาบในการประหารชีวิต เปลี่ยนการประหารชีวิตนักโทษมาเป็นการประหารแบบยิงเป้าแทน แต่ชีวิตนักโทษที่สังเวยไปด้วยดาบ 2 เล่มนี้ก็มีจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000 ศพ อย่างแน่นอน เพราะว่าดาบทั้ง 2 เล่มนี้ถูกใช้ในการประหารมานาน

ขั้นตอนการฆ่านักโทษในสมัยก่อน

เพชฌฆาต ภาษาอังกฤษ

ขั้นตอนที่ 1 เมื่อได้ฤกษ์ในการประหาร เพชฌฆาตดาบหนึ่ง  และดาบสองจะถูกอัญเชิญลงจากที่ตั้ง โดยตัวเพชฌฆาตทั้งสองจะแต่งกายด้วยผ้าเตี่ยวสีแดงสด นุ่งหยักรั้ง สวมเสื้อกั๊กสีแดงลงยันต์มหาอำนาจ มหาเดช  ซึ่งในบางรายคาดหัวด้วยผ้าสีแดงลงยันต์ด้วยก็มี

ขั้นตอนที่ 2 เพชฌฆาตจะเดินทางออกจากเรือนจำไปกับขบวนนักโทษ แต่ทว่าเพชฌฆาตจะอยู่รั้งท้ายขบวน  เมื่อถึงลานประหารที่กำหนดไว้ นักโทษจะถูกผูกตา และในช่วงนี้เองที่เพชฌฆาตทั้งดาบหนึ่ง ดาบสองจะเข้าไปขออโหสิกรรม

ทั้งนี้ บนลานประหารด้านหลังนักโทษ จะสร้างประตูป่า ที่ทำด้วยไม้หลัก 3 อัน ผูกติดกันเป็นประตูปักไว้กับดินจนแน่น หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะนำเอาใบไม้ กิ่งไม้ มาสุมคลุมไว้จนมองไม่เห็นทางเข้า ยกเว้นก็มือเพชฌฆาตเท่านั้น ที่รู้ ส่วนด้านใน จะมีอาสนะ ยกพื้นสูง สำหรับพระสงฆ์ ซึ่งจะต้องนั่งประจำ กับบาตร บรรจุน้ำมนต์ สองบาตร น้ำมนต์นี้เรียกว่า  “น้ำมนต์ ธรณีสารใหญ่”  เพชฌฆาตต้องอาบน้ำมนต์นี้เพื่อล้างเสนียดอัปรีย์ทั้งปวง ทั้งยังไล่เคราะห์ให้กับเพชฌฆาตด้วย

ขั้นตอนที่ 3 เพชฌฆาตดาบหนึ่ง และ ดาบสองจะเข้าไปอยู่หลังประตูป่า แล้วสวดคาถาอาคม ถ้าหากว่านักโทษมีอาคมอยู่ในตัวเพชฌฆาตจะท่องมนต์สะกดอาคม พร้อมกับสะกดดวงวิญญาณผีตายโหง ส่วนที่ลานประหาร จะมีการพันธนาการนักโทษเข้าสู่หลักประหาร แล้วพระธำมรงค์ก็จะเดินไปแจ้งผู้แทนพระองค์ ว่าจะเริ่มพิธีประหารแล้ว

ขั้นตอนที่ 4 ปี่หลวงจะเล่นเพลงไหว้ครูฟังแล้วน่าขนุกเพราะเสียงโหยหวน เพชฌฆาตดาบสอง ออกไปร่ายรำตามจังหวะเพลงโดยรอบตัวนักโทษด้วยการ “วนซ้าย” เพื่อให้เกิดอัปมงคลแก่ตัวนักโทษ แล้วจังหวะดนตรีจะเร่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ

ขั้นตอนที่ 5 เพชฌฆาตดาบหนึ่งจะแหวกประตูป่าดู หลังจากทำจิตให้มั่นคงแล้ว เพชฌฆาตก็จะย่างสามขุมเข้าไปหานักโทษประหารทีละก้าวอย่างแผ่วเบา ในขณะที่นักโทษประหารมัวแต่ระแวงเพชฌฆาตดาบสองที่ร่ายรำอยู่รอบตัว โดยที่ไม่ได้ระแวงภัยทางด้านหลัง

ขั้นตอนที่ 6 และพอเพชฌฆาตดาบสองรำได้ระยะ เพชฌฆาตดาบหนึ่ง จะเงื้อดาบขึ้นสุดแล้วฟันทันที ซึ่งคมดาบจะตัดผ่านกระดูกข้อต่อคอ และกล้ามเนื้อออกไปทางด้านหน้า ในรายที่แม่นๆ คมดาบจะตัดข้อต่อระหว่างกระดูกก้านคอ กับกระดูกสันหลัง โดยหัวของนักโทษจะหลุดออกจากบ่าทันที แต่ทว่าถ้าดาบหนึ่งฟันพลาด แล้วเหลือเอ็นกับเนื้อ ทำให้หัวของนักโทษพับลงมาห้อย สร้างความหวาดเสียวให้ผู้ที่มาชมการประหาร

ขั้นตอนที่ 7 เลือกจะพุ่งกระฉูดเหมือนกับน้ำพุ ศีรษะของนักโทษบางรายยังยักคิ้ว หรือว่าทำตาเหลือก เพราะเส้นเอ็นกระตุก ภาพเหล่านี้สร้างความสยดสยองให้คนดูไม่น้อยเลย

ขั้นตอนที่ 8 แต่ถ้าดาบหนึ่งตัดไม่ขาด เพชฌฆาตดาบสอง ก็จะเอามือจิกหัวนักโทษขึ้น แล้วใช้ดาบสองเชือดจนเส้นเอ็นขาด  จากนั้นจึงค่อยนำไปวางยังปลายเท้านักโทษ

ขั้นตอนที่ 9 สำหรับเพชฌฆาตดาบหนึ่ง เมื่อลงดาบแล้วจะกระทืบเท้าครั้งหนึ่ง แล้วยกใบดาบขึ้น เลียเลือดของนักโทษที่ติดปลายดาบกิน การกระทำแบบนี้ไม่ใช่แค่การแสดงให้เห็นถึงชัยชนะแต่ทำเพื่อเป็นการข่มวิญญาณผีตายโหง จากนั้นเพชฌฆาตจะค่อยๆ หันหลังกลับวิ่งตรงเข้าประตูป่าทันที ทั้งนี้ก็ยังมีข้อห้าม มิให้เพชฌฆาตหันหลังกลับไปมอง และเพชฌฆาตจะต้องระวังมิให้หกล้มลงกับพื้นเด็ดขาด ด้วยเชื่อกันว่า ในช่วงนั้นวิญญาณผีตายโหงจะเข้าเพชฌฆาตผู้สังหารสิงทันที

ขั้นตอนที่ 10 เมื่อเพชฌฆาตดาบหนึ่งเดินผ่านเข้าประตูป่า พระสงฆ์จะรดน้ำมนต์ธรณีสารใหญ่ทั้งสองบาตร ต่อมาเพชฌฆาตจึงค่อยๆ เดินกลับไปอยู่ในเรือนจำเป็นอันจบพิธี

ในสมัยก่อน นักโทษบางคนเป็นผู้มีอาคมแก่กล้า คงกระพัน ผู้เตรียมการจะต้องำสิ่งที่เป็นอัปมงคลผสมน้ำราดหัวให้ความคงกระพันเสื่อม แต่ถ้ายังไม่สำเร็จ ผู้เตรียมการก็จะใช้วิธีสวนทวารด้วยไม้รวกปลายแหลมก่อนประหาร แต่ทว่าถ้ายังไม่ตายอีก นักโทษจะถูกทุบด้วยตะลุมพุก หรือเอาไปต้มในน้ำเดือดให้ตาย

หลังจากที่ได้อ่านข้อาความในข้างต้นแล้วคุณก็คงจะทราบกันดีแล้วว่าการประหารชีวิตนักโทษนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัวและโหดร้าย ใครที่คิดจะกระทำความผิดควรชั่งใจให้ดี เพราะว่าความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม และก่อนที่จะเปลี่ยนการประหารมาเป็นยิงเป้านั้นมีนักโทษประหารชีวิตด้วยการบั่นเศียรรายสุดท้ายของไทยที่มีชื่อเสีย จนถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์นั่นก็คือ “บุญเพ็งหีบเหล็ก” เขาเป็นนักโทษรายสุดท้ายก่อนการยกเลิกการประหารด้วยดาบ หรือการบั่นเศียร

 บุญเพ็งหีบเหล็ก เป็นใคร?

เพชฌฆาต ดาวโจนส์

บุญเพ็งหีบเหล็ก เป็นฉายาของนายบุญเพ็ง ซึ่งเขาเป็นฆาตกรที่ถือว่าได้เหี้ยมโหดมากในสมัยรัชกาลที่ 6 บุญเพ็งเกิดในปีขาล ที่เมืองท่าอุเทน มณฑลอุดร บิดาเป็นชาวจีน ส่วนมารดาเป็นลาว โดยบุญเพ็งได้เข้ามาอยู่ในกรุงเทพมหานครตั้งแต่อายุ 5 ขวบ

โดยนายบุญเพ็งอาศัยอยู่กับตาชื่อสุก และยายชื่อเพียรเดิมนายบุญเพ็งเป็นภิกษุจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในเมืองนนทบุรี เนื่องจากว่าพระบุญเพ็งเป็นพระที่ลูกศิษย์ส่วนมากเป็นผู้หญิง และร่ำรวยจึงทำให้บุญเพ็งมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิงเหล่านี้ และต่อมาเกิดโลภมากในทรัพย์จึงได้ฆ่าสีกาที่เป็นเศรษฐีนีเจ็ดคน แล้วนำศพยัดใส่หีบเหล็กแล้วถ่วงน้ำทุกครั้ง ด้วยสาเหตุนี้เองที่ ผู้คนตั้งฉายาให้เขาว่า บุญเพ็งหีบเหล็ก ต่อมาเขาถูกจับได้ และประหารชีวิตในที่สุด โดยบุญเพ็งเป็นนักโทษประหารชีวิตคนสุดท้าย ที่ถูกสังหารด้วยการบั่นเศียร  เขาถูกตัดคอเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2462 (บางที่บอกว่า 19 สิงหาคม) มีเรื่องเล่าวว่าในช่วงประหารชีวิตนั้นเองเพชรฆาตรำดาบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วได้ลงดาบอันคมกริบลงบนคอของบุญเพ็ง แทนที่คอจะขาดเลือดพุ่งกระฉูดกลับกลายเป็นว่าคมดาบนั้นไม่ได้ระคายผิวเลยแม้แต่น้อย จนเพชรฆาตพูดว่า “มีดีอะไร ให้เอาออกเสียเถอะ”

และหลังจากนั้นมีคนบอกว่าเห็นบุญเพ็งคายของบางอย่างออกจากปาก แล้วเพชรฆาตจับเขวี้ยงทิ้งหายไปในกอไผ่ (บางที่บอกว่าเป็นพระ บ้างก็ว่าเป็นวัตถุอะไรบางอย่างแต่มีสีดำ เมื่อบุญเพ็งคายออกมาก็หายไป!!) ในคราวนี้เพชรฆาตรำดาบใหม่ ดาบหน้ารำจนบุญเพ็งเคลิ้มเผลอทันใดนั้นดาบหลังฟัน ฉับเข้าที่ คราวนี้คอขาด หัวกระเด็น จนเลือดพุ่งกระฉูด ผู้คนที่มาดูต่างร้องวี๊ดวว๊าย…กันระงม

และชายบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างลำลือว่ากันว่าขณะที่ศีรษะถูกคมดาบของเพชรฆาตฟันฉับนั้น ในช่วงวินาทีสั้นๆชาวบ้านหลายคนได้เห็นมุมปากของบุญเพ็งเกมือนขมุบขมิบท่องคาถาอะไรสักอย่าง ซึ่งว่ากันว่าอาจจะเป็นไพ่ตายคุณไสย์ครั้งสุดท้ายของเขาเพื่อที่จะป้องกันชีวิตของเขา แต่บุญเพ็งถูกตัดคอในที่สุด

เพชฌฆาตไทย

ศพของเขาถูกฝั่งอยู่ที่ป่าช้า และทำพิธีกรรมทางศาสนาที่วัดภาษี เขตวัฒนา ริมคลองแสนแสบ ในปัจจุบัน มีศาลบูชาบุญเพ็ง ซึ่งบุคคลในวัดจะเรียกบุญเพ็งว่า “ลุงบุญเพ็ง” และยังเชื่อว่าหีบเหล็กทั้ง 7 ใบนั้นก็ถูกฝังอยู่ใต้ศาลของบุญเพ็งที่วัดด้วยเช่นกัน

สำหรับเรื่องราวของบุญเพ็งได้รับการนำมาถ่ายทอดเป็นละครวิทยุหลายครั้ง และยังถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ไทยโดยพยุง พยกุล ในปี พ.ศ. 2510 นำแสดงโดย แมน ธีระพล และอีกครั้งหนึ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2523 นำแสดงโดยสมบัติ เมทะนี และปริศนา ชบาไพร และเป็นภาพยนตร์ซีดี นำแสดงโดย พร้อมพงษ์ นพฤทธิ์, ทัดทรวง มณีจันทร์, มรกต มณีฉาย

เรียกได้ว่าตำนานและประวัติของนายบุญเพ็ง นั้นเป้นเรื่องราวที่น่าสนใจจากผู้ไม่น้อยเพราะว่าในสมัยก่อนนั้นไม่เคยมีคดีฆ่าคนยัดหีบเหล็กแบบนี้มาก่อน อีกทั้งยังเป็นการฆ่าต่อเนื่อง การฆ่าของนายบุญเพ็งเป็นสิ่งที่ทำให้ชาวบ้านโจษจันกันไปทั่วบ้านทั่วมือง ว่าฆาตกรรายนี้เป็นคนโหดเหี้ยม อีกทั้งนายบุญเพ็งยังเป็นคนมีวิชาอาคมกว่าเพชฌฆาตจะประหารได้ก็เล่นเอาเหนื่อยไปตามๆ กัน