พระนางจิรประภาเทวี (ทรงครองราชย์ พ.ศ. 2088–2089) หรือว่า มหาเทวีจิรประภา ( LN-King Chiraprapha) พระองค์ทรงเป็นพระอัครมเหสีในพระเมืองเกษเกล้า พระมหากษัตริย์ลำดับที่ 12 แห่งอาณาจักรล้านนา พระนางทรงสืบต่อจากพระราชสวามี ในรัชกาลของพระนางหัวเมืองฝ่ายเหนือเกิดการระส่ำระสายเนื่องจากบ้านเมืองเกิดการแย่งอำนาจกันระหว่างขุนนางกับเจ้านาย บ้านเมืองเริ่มอ่อนแอมีศึกสงครามขนาบทั้งทิศเหนือ และใต้ ทั้งกองทัพพม่า และอยุธยา ซึ่งขณะนั้นตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยาที่ยกทัพมาถึงเชียงใหม่

พระนางจิรประภาเทวี คือใคร?

พระนางจิรประภาเทวี

พระนางเป็นพระอัครมเหสีในพระเมืองเกษเกล้า พระมหากษัตริย์ลำดับที่ 12 แห่งอาณาจักรล้านนา ทรงปกครองบ้านเมืองเพียงแค่เพียงปีเศษก็ได้สละราชบัลลังก์แก่ สมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช พระราชนัดดา (หลานยาย) ซึ่งเป็นพระราชโอรสของกษัตริย์โพธิสารราชแห่งอาณาจักรล้านช้าง ภายหลังพระองค์และพระราชนัดดาเสด็จไปประทับในนครหลวงพระบาง และมิได้นิวัติกลับมายังนครเชียงใหม่อีกเลยตลอดปลายพระชนม์ชีพของพระองค์

 

พระราชประวัติ

ท้าวศรีสุดาจันทร์

พระนางจิรประภาเทวี ทรงเป็นพระอัครมเหสีในพระเมืองเกษเกล้า หรือ พญาเกศเชษฐราช กษัตริย์แห่งล้านนา (พระองค์ทรงครองราชย์ครั้งแรก พ.ศ. 2068-2081 ครองราชครั้งที่สอง พ.ศ. 2086-2088) พระองค์ทรงให้ประสูติกาลพระโอรส 2 พระองค์ และพระราชธิดาอีก 1 พระองค์ ได้แก่

ท้าวซายคำ กษัตริย์แห่งล้านนา (ครองราชย์ พ.ศ. 2081-2086) หลังจากที่ขุนนางปลดพระเมืองเกษเกล้า พระราชบิดาออกจากราชบัลลังก์และได้ทรงอัญเชิญพระองค์ครองราชสมบัติ แต่ทว่าในภายหลังพระองค์ก็ถูกเหล่าขุนนางลอบปลงพระชนม์พร้อมครอบครัว

เจ้าจอมเมือง พระราชโอรสองค์ที่สอง แต่ทว่าพระองค์ไม่สามารถครองราชย์ได้เนื่องจากว่าพระองค์ทรงอ่อนแอจนไม่สามารถขึ้นครองราชสมบัติได้ บางท่านได้อธิบายว่า พระองค์อาจทรงปัญญาอ่อน

พระนางยอดคำทิพย์ พระราชธิดาที่ต่อมาพระองค์ภายหลังได้เป็นพระอัครมเหสีในพระเจ้าโพธิสารราชแห่งอาณาจักรล้านช้าง และยังมีพระราชโอรส คือ “พระไชยเชษฐาธิราช”

ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีหลักฐานโดยตรงเกี่ยวกับการประสูติกาลของพระนางว่าประสูติในปีใด แต่ศาสตราจารย์ “สรัสวดี อ๋องสกุล” ได้คำนวณจากการที่ท้าวซายคำประสูติเมื่อพระเมืองเกษเกล้ามีพระชนมายุ 18 พรรษา โดยพระนางจิรประภาเทวีอาจจะมีพระประสูติกาลพระโอรสเมื่อพระองค์มีพระชนมายุได้ 16 พรรษา พระนางจึงน่าจะประสูติในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2042-2043

และเมื่อเรารองพิจารณาจากภูมิหลังเดิมของพระเมืองเกษเกล้าที่เคยประทับในเมืองน้อย โดยถือว่าเป็นเขตไทใหญ่ พระนางจิรประภาอาจทรงมีเชื้อสายไทใหญ่ด้วย แต่ทว่าทางด้านของศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุลได้เน้นว่าเป็นเพียงข้อสังเกตเท่านั้น

ส่วนพิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิกรมศิลปากร ได้สันนิษฐานเกี่ยวกับพระนางจิรประภาว่า พระองค์อาจจะเป็นเครือญาติกับสมเด็จพระไชยราชาธิราช เมื่อครั้งที่ที่พระองค์ทรงครองเมืองพิษณุโลก และสันนิษฐานว่าพระนางน่าจะเป็นเจ้านายเมืองเหนือที่สมรสกับเจ้านายแห่งเมืองเชียงใหม่ และในภายหลังได้ครองราชย์เป็นพระเมืองเกษเกล้าในกาลต่อมา

ในขณะนี้เฉลิมวุฒิ ต๊ะคำมี ยังได้ค้นคว้าต่อยอดจากข้อสันนิษฐานของ พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ พบว่ามีความเป็นไปได้สูงมาก ที่พระนางจะมีความสัมพันธ์เป็นพี่-น้องกันกับ “สมเด็จพระไชยราชา”

ทั้งนี้ ยังได้วิเคราะห์ต่อไปอีกว่าพงศาวดารไม่ปรากฏที่มาของสมเด็จพระไชยราชาไว้อย่างชัดเจนนั้น ถือว่าพระองค์ยังทรงเป็นเพราะพระองค์ไม่ได้อยู่เครือข่ายของผู้ควรที่ได้รับพระราชบัลลังก์อย่างชอบธรรม และจากหลักฐานกล่าวว่าทางหลวงพระบางได้ยกทัพมาช่วยสมเด็จพระไชยราชาในการชิงราชสมบัติอยุธยา  หลังจากที่พระนางจิรประภา และพระเมืองเกษเกล้าได้ยกพระนางยอดคำทิพย์ให้ไปอภิเษกกับพระโพธิสารราชไปแล้ว ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าระหว่างพระนางจิรประภากับสมเด็จพระไชยราชาคงมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นเหนียว

 

ครองราชย์

มหาเทวีจิรประภา

มหาเทวีจิร ทรงประภาครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 2088-2089 เนื่องจากพระองค์ทีมีความเหมาะสม เนื่องจากเคยมีบทบาททางด้านการเมืองมาก่อน ด้วยพระนางเป็นพระอัครมเหสีในพระเมืองเกษเกล้า และพระราชมารดาในท้าวซายคำ รวมเป็นระยะเวลากว่า 19 ปี  และในช่วงเวลาที่พระนางเสวยราชย์ สันนิษฐานว่าพระนางทรงมีพระชนมายุราว 45-46 พรรษ ซึ่งถือว่าเป็นพระชนมายุที่ถือว่าเหมาะสม ด้วยประสบการณ์ และความพร้อมดังกล่าวทำให้มหาเทวีสามารถแก้ไขสภาวะบ้านเมืองให้ลุล่วงไปด้วยดี

 

ทรงสละราชบัลลังก์

พระนางจิรประภาเทวี ทรงสละราชบัลลังก์

หลังจากที่ทรงทำสงครามจนสิ้นสงครามแล้ว พระเจ้าโพธิสารราชได้รับความดีความชอบสูง และยังได้นำพระราชโอรส คือ พระไชยเชษฐาขึ้นมาครองอาณาจักรล้านนา มหาเทวีจิรประภาจึงทรงประกาศสละราชบัลลังก์ให้แก่พระราชนัดดา ในช่วงที่สมเด็จพระไชยเชษฐาทรงครองอาณาจักรล้านนา ในช่วงปี พ.ศ. 2089-2090 แต่ทว่าทางด้านของพระโพธิสารราชเสด็จสวรรคตอย่างกะทันหัน พระไชยเชษฐาจึงเสด็จกลับล้านช้างในปี พ.ศ. 2090

โดยพระไชยเชษฐาทรงเสด็จไปพร้อมกับพระแก้วมรกต และพระนางจิรประภาเทวี แผ่นดินล้านนาจึงว่างกษัตริย์ เกิดสงครามกลางเมืองเชียงใหม่ด้วยขุนนางต่างสู้รบกัน ดังนั้น ในช่างระหว่างปี พ.ศ. 2091-2094 จึงถือเป็นกลียุคของล้านนา ในที่สุดขุนนางเมืองเชียงใหม่เห็นว่าสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชทรงไม่เสด็จกลับมาแล้ว พระองค์จึงได้อัญเชิญท้าวแม่กุเสวยราชย์ต่อไป

และด้วยเหตุนี้พระไชยเชษฐาทรงเห็นว่าท้าวแม่กุครองราชย์โดยพระองค์มิชอบ จึงนำไปสู่การยกทัพไปตีเมืองเชียงแสนในปี พ.ศ. 2098

 

ชีวิตบั้นปลายพระชนม์

ระนางจิรประภาเทวี ชีวิตบั้นปลายพระชนม์

มหาเทวีจิรประภาพระองค์ได้ตามเสด็จพระไชยเชษฐา ผู้เป็นพระราชนัดดาของพระนาง ในขณะที่พระนางประทับอยู่ในล้านช้าง มหาเทวีจิรประภาได้โปรดฯ ให้สร้าง “ธาตุน้อย” พระธาตุที่มีขนาดย่อมกว่าพระธาตุหลวงของวัดมหาธาตุ เมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว

โดยมีลักษณะเป็นศิลปะล้านนารูปทรงเดียวกันกับ “พระเจดีย์วัดโลกโมฬี” ที่พระภัสดาของพระองค์โปรดฯ ซึ่งพระองค์ทรงให้สร้างนอกกำแพงเมืองเชียงใหม่ โดยจารึกวัดธาตุหลวงพระบาง ซึ่งกรรณิการ์ วิมลเกษม เป็นผู้อ่านแล้วแปล มีข้อความระบุว่า

“จุลศักราช ๙๑๐ ปีเบิกสัน เดิน ๗ ออก ๑๑ ค่ำ วันศุกร์ มื้อระวายยี่ ยามพาดลั่น ฤกษ์หัสตะ พระราชไอยกามหาเทวเจ้า ตั้งพระมหาธาตุ ก็โอกาส หยาดน้ำ ข้อยข้ากับอารามแลไพร่”

ในบั้นปลายพระชนม์ชีพของพระนาง เชื่อว่าพระนางจิรประภาเทวีได้ประทับอยู่ในหลวงพระบาง จนกระทั่งเสด็จสวรรคต โดยพระนางมิได้เสด็จนิวัติกลับไปยังเชียงใหม่อีกเลย แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเสด็จสวรรคตในปีใด