พระเจ้ามังระ หรือ พระเจ้าซินพะยูชิน พระองค์ทรง เป็นพระโอรสองค์ที่ 2 ในจำนวน 6 พระองค์ของพระเจ้าอลองพญา ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์อลองพญา หรือราชวงศ์คองบอง

พระเจ้ามังระ หนึ่งด้าวฟ้าเดียว

ซึ่งได้ขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 3 ของราชวงศ์อลองพญา ในปี พ.ศ. 2306 โดยพระองค์ได้ตามเสด็จพระเจ้าอลองพญาไปออกรบตั้งแต่อายุ15ปี และเมื่ออายุครบ 17ปี พระองค์ก็สามารถเป็นผู้นำทัพเข้ายึดกรุงอังวะจากทหารมอญทั้งที่มีกำลังพลน้อยกว่ามากได้อย่างง่ายดาย

เมื่อครั้นพระองต์ทรงอายุ20 ได้ช่วยพระเจ้าอลองพญารวมแผ่นดินสถาปนา “ราชวงค์คองบอง”ได้สำเร็จ อีกทั้งพระองค์ยังได้เป็นผู้ติดตามพระราชบิดามาทำสงครามกับอยุธยาอีกด้วย

โดยข้อมูลในพงศาวดารของฝั่งพม่าได้กล่าวถึงราชบุตรมังระว่า ซึ่งเป็นผู้เตือนพระบิดา คือ พระเจ้าอลองพญาว่า… การบุกคราวนี้ยังไม่พร้อมพอที่จะเอาชัยชนะต่อกรุงศรีอยุธยาที่มีปราการธรรมชาติระดับนี้ได้

พระเจ้ามังระ กรุงธนบุรี

ซึ่งเหตุการณ์ก็เป็นไปดังนั้น และพระองค์ยังต้องเสียพระราชบิดาในศึกคราวนี้ด้วย และต่อมาในปี พ.ศ. 2306 หลังจากที่พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ พระองค์ปรารภในที่ประชุมขุนนางว่า “อยุธยาไม่เคยแพ้อย่างราบคาบมาก่อน”

ซึ่งพระองค์ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของพระราชบิดา โดยการส่งเนเมียวสีหบดีเข้ามากวาดต้อนผู้คน และกำลังพลจากหัวเมืองทางเหนือ และในปี พ.ศ. 2307 พระองค์ได้ส่งทัพจากทางใต้ คือ “มังมหานรธา” เข้ามาเสริมช่วยอีกทัพหนึ่ง ทั้ง 2 ซึ่งกองทัพได้ล้อมกรุงศรีอยุธยานานถึง 1 ปี กับสองเดือน

เพราะแม้ถึงฤดูน้ำหลากพระองค์ก็ไม่ยกทัพกลับ สามารถเข้าตีพระนครได้เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310 ตรงกับวันอังคาร ขึ้นเก้าค่ำ เดือนห้า ปีกุน

 

พระเจ้ามังระ ทำศึกกับอาณาจักรอยุธยา

รูปพระเจ้ามังระ

พระเจ้ามังระทรงเป็นผู้ที่เคยติดตามพระบิดา คือ “พระเจ้าอลองพญา” บุกเข้ามาทำสงครามกับอาณาจักรอยุธยา ของไทย โดยพงศาวดารพม่าได้กล่าวถึงพระเจ้ามังระว่าทรงเป็นผู้เตือนพระบิดาถึงความยากลำบากในการเข้าตีกรุงศรีอยุธยา ที่มีปราการธรรมชาติยิ่งใหญ่ขนาดนี้

เพราะถ้าหากจะอาศัยแต่กำลังพลแลเสบียงอาหารเท่าที่มีอยู่นั้น  คงจะไม่สามารถปิดล้อมสายส่งกำลังบำรุงทั้งทางเหนือ และใต้ของกรุงศรีอยุธยาได้อย่างแน่นอน และถ้าหากยุทธปัจจัยของกรุงศรียังบริบูรณ์เราก็จะไม่มีทางทำอะไรกรุงศรีอยุธยาได้เลย และควรยกทัพกลับไปวางแผนใหม่จะดีกว่า

แต่ทว่าพระเจ้าอลองพญา กลับมีความเชื่อมั่นในความสามารถของพระองค์จึงได้ทำการรบพุ่งต่อสุดท้ายการณ์ ก็เป็นอย่างที่พระเจ้ามังระทรงตรัสไว้ แม้พระเจ้าอลองพญาจะพยายามอย่างมาก แต่ทว่านั่นก็ไม่สามารถหาทางข้ามแม่น้ำเข้ากรุงศรีอยุธยาได้

และด้วยครั้งนั้นอยุธยาของไทยเรา ยังเพรียบพร้อมไปด้วยอาวุธ และกำลังพล อีกทั้งยังได้มีการสายส่งกำลังบำรุงจากทางเหนือ และใต้ก็ยังสามารถส่งอาหาร และกระสุนดินดำเข้าสู่พระนครได้อยู่

และที่สำคัญครั้งนั้นกรุงศรียังได้ “สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร” ออกบัญชาการรบด้วยพระองค์เอง ซึ่งนั่นยิ่งเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ทั้งทหาร และประชาชนในพระนครเป็นอันมาก จนพระเจ้าอลองพญาต้องมาสิ้นพระชนด้วยกระสุนปืนใหญ่แตกใส่ หรือว่าถ้าหากอิงตามพงศาวดารพม่าก็จะระบุว่าสวรรคต เพราะพระองค์ทรงประชวร

อย่างไรก็ตาม จากการที่พระเจ้ามังระ ต้องมาเห็นพระบิดาของพระองค์สิ้นพระชนไปในศึกครั้งนี้ ทำให้พระองค์มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะพิชิต และยึดครองอาณาจักรอยุธยาเพื่อสานต่อปณิธานของบิดา รวมไปถึงการอ้างสิทธิมาแต่ครั้งพระเจ้าบุเรงนอง ที่มีอำนาจเหนืออาณาจักรอยุธยา

อีกทั้งพระเจ้ามังระทรงมองออกว่าการที่กบฎต่างๆ สามารถฟืนคืนกลับมาได้ในเวลาอันรวดเร็วนั้นก็ เพราะว่าว่าพระองค์ทรงมีมหาอำนาจอย่างอยุธยาเป็นผู้หนุนหลังอยู่ ทำให้ไม่ว่าจะปราบกบฎอย่างไรก็จะไม่มีวันสิ้นสุด

พิชิตกรุงธนบุรี

พระเจ้ามังระ คือใคร

พระเจ้ามังระทราบว่าในขณะนี้ทางอยุธยากำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง รวมถึงการตั้งราชธานีแห่งใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นนั้นคือ “กรุงธนบุรี” แต่ทว่าในช่วงเวลานี้ภัยคุกคามจากต้าชิงสำคัญกว่ามาก เพราะว่าถ้าหากพลาดพลั้งในครั้งนี้นั้นหมายถึงการล่มสลายของ “อาณาจักรคองบอง” ที่พระองค์เพียรสร้างขึ้น

ดั่งนั้น “อาณาจักรพุกาม” ที่ถูกกองทัพมองโกลทำลายล้างในอดีต หลังจากที่พระองค์ทรงจบศึกกับต้าชิง พระองค์ประเมินแล้วว่าอาณาจักรของพระองค์นั้นบอบช่ำเกินกว่าจะทำศึกต่อไปได้อีก ด้วยเหตุนี้เองที่พระองค์ทรงให้ไพร่พลได้พักฟื้นถึง 5 ปี ในระหว่างการพักพื้นนั้นก็ได้มีการตระเตรียมเสบียงอาหารเอาไว้ เพื่อที่จะใช้สำหรับทำศึกกับอาณาจักรที่พึ่งก่อตั้งอย่างกรุงธนบุรี

และหลังจากที่พระองค์ทรงเตรียมการเป็นอย่างดี ในปี พ.ศ. 2318 พระเจ้ามังระได้ให้อะแซหวุ่นกี้ เป็นแม่ทัพใหญ่ลงมาทำศึกด้วยตนเอง ซึ่งอะแซหวุ่นกี้ ได้นำทัพกำลังพล 35,000 นาย พิชิตหัวเมืองต่างๆ มาได้ตลอดทางรวมแล้วมีกำลังพลมากกว่า 50,000 นาย จนสามารถตีเมืองพิษณุโลกจนแตกพ่าย และเตรียมรวมทัพมุ่งสู่กรุงธนบุรี

นอกจากนี้พระเจ้ามังระได้ให้เนเมียวสีหบดี เป็นแม่ทัพไปปราบปรามหัวเมืองทางเหนือจนฝ่าของ พระเจ้ามังระสามารถยึดเชียงใหม่ได้เตรียมนำกองทัพลงไปสมทบกับอะแซหวุ่นกี้ที่เป็นแม่ทัพใหญ่อีกทางหนึ่ง

ส่วนทัพทางใต้ก็ยังสามารถตีเมืองกุย เมืองปราณได้สำเร็จ พร้อมกับการนำทัพบุกเข้ากรุงธนบุรีอีกทางหนึ่ง แต่ทว่าแล้วในวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2319 ราชสำนักอังวะได้แจ้งข่าวมาถึงอะแซหวุ่นกี้ ว่าพระเจ้ามังระทรงเสด็จสวรรคตแล้ว พระเจ้าจิงกูจากษัตริย์องค์ใหม่ จึงได้มีบัญชาให้อะแซหวุ่นกี้ยกทัพกลับกรุงอังวะในทันที

 

สวรรคต

พระเจ้ามังลอก

พระเจ้ามังระทรงสวรรคตอย่างกะทันหันในปี พ.ศ. 2319 โดยพระชนมายุเพียง 39 ปี ทรงครองราชได้ 12 ปี 164 วัน โดยก่อนที่พระเจ้ามังระจะสวรรคต พระองค์ลังเลที่จะมอบราชบัลลังก์ให้แก่พระเจ้าจิงกูจา

เนื่องจากพระเจ้ามังระทรงเห็นอุปนิสัยตั้งแต่เด็กว่าชอบดื่มสุรา และยังเป็นคนที่มีอารมณ์ฉุนเฉียวโหดร้าย เมื่อครั้นจะยกราชสมบัติให้ราชบุตรองค์รองเจ้าชายแชลงจา ซึ่งเป็นพระโอรสที่มีสติปัญญาดี และอ่อนโยนกว่าก็คิดว่า พระเจ้าจิงกูจาต้องไม่ยอมเป็นแน่

และนั่นก็จะไม่แคล้วคงเกิดสงครามระหว่างพี่น้องจึงได้ตัดสินพระทัย ในการมอบราชสมบัติแก่พระเจ้าจิงกูจา โดยพระเจ้ามังระหวังว่าเมื่อได้สมบัติแล้วคงไม่คิดทำร้ายน้อง

แต่ครั้งนี้พระเจ้ามังระทรงคิดผิดเมื่อพระเจ้าจิงกูจาได้ราชสมบัติแล้วกลับสั่งปลดอะแซหวุ่นกี้ แม่ทัพคู่บารมีของพระองค์ ทั้งที่พระเจ้าจิงกูจเป็นผู้ส่งต่ออำนาจให้พระเจ้าจิงกูจาอย่างมั่นคง และที่น่าเศร้ายิ่งไปกว่านั้นคือพระเจ้าจิงกูจาทรงระแวงพระอนุชาว่าจะคิดแย่งราชสมบัติ จึงได้สั่งให้นำเจ้าชายแชลงจาไปประหารด้วยเสียอีกคน