ในอดีตตำแหน่งทางการเมืองนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ และใรช่วงของสมัยอยุธยาก็มีตำแหน่งที่ได้ชื่อว่าใครๆ ก็อย่างเป็นนั่นก็คือ เจ้าพระยาโกษาธิบดี และในช่วงสมัยอยุธยาก็มีผู้ที่ได้รับตำแหน่งนี้และเป็นที่รู้จักในเวลาต่อมานั่นก็คือ  เจ้าพระยาโกษาเหล็ก และ เจ้าพระยาโกษาปาน เพราะว่าชื่อทั้ง 2 นี้เรารู้จักก็เพราะว่าละครเรื่อง”บุพเพสันนิวาส” ซึ่งถือว่าเป็นละครอิงประวัติศาสตร์ที่ทำให้เรารู้ถึงประวัติศาสตร์ในอีกด้วยที่หลายคนยังไม่รู้

และสำหรับบุคคลที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ เจ้าพระยาโกษาเหล็ก และ เจ้าพระยาโกษาปาน ที่เราเคยได้ยินชื่อจากละครดังเรื่องบุพเพสันนิวาสนั้น ทั้งสองบุคคลนี้ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญมากในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยทั้ง2 คน เป็นพี่น้องที่มีความสำคัญมาก หรือจะเรียกว่า เป็นผู้พลิกชะตาแผ่นดินในสมัยอยุธยาเลยก็ว่าได้

เนื่องจากว่า เจ้าพระยาโกษาเหล็ก และ เจ้าพระยาโกษาปาน มีความสามารถทั้งด้านการสู้รบ การเจรจาค้าขายกับต่างชาติ และนั่นก็ยังทำให้แม่การะเกด หรือ เกศสุรางค์ สนใจเรื่องราวของท่าน วันนี้เรามีประวัติของคนทั้งสองที่มีชีวิตอยู่จริงในอดีตมาตีแผ่ ว่าเจ้าพระยาโกษาเหล็ก และ เจ้าพระยาโกษาปาน มีความเป็นมาอย่างไร?

เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก)

 โกษาธิบดี คือ

เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) เป็นบุตรชายคนโตของเจ้าแม่วัดดุสิต (พระนมในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) กับ ขุนนางเชื้อสาย มอญ โดยท่านเกิดในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง มีน้องชาย 1 คน นั่นก็คือ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) และน้องสาว 1 คน ชื่อ แช่ม หรือ ฉ่ำ

โดยเจ้าพระยาโกษาเหล็กและน้องชายต่างเป็นข้าหลวงคนสำคัญของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กล่าวคือ เมื่อกลุ่มขุนนางอาวุโสซึ่งขณะนั้นเป็นกลุ่มที่ให้การช่วยเหลือให้สมเด็จพระนารายณ์ได้ขึ้นครองราชย์หมดอำนาจลง กลุ่มขุนนางหนุ่มซึ่งได้นำโดยท่าน และน้องชายจึงขึ้นมามีอำนาจแทน โดยท่านได้เป็น แม่ทัพ ในราชการสงคราม หลายครั้งในต้นแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และถึงแก่อสัญกรรมในปี พ.ศ. 2226

เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน)

เจ้าพระยาโกษาธิบดี

สำหรับออกญาโกษาธิบดี มีชื่อเดิมว่า ปาน ท่านเป็นบุตรของเจ้าแม่วัดดุสิต พระนมของสมเด็จพระนารายณ์กษัตริย์องค์ที่ 27 ของอยุธยา และยังเป็นน้องชายของออกญาโกษาธิบดี (เหล็ก) ซึ่งในขณะที่มีชีวิตอยู่ได้ดำรงตำแหน่งพระคลังระหว่างปี พ.ศ. 2200-2226 ต่อมาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระวิสุทธสุนทร (ปาน)

และในสมัยที่โกษาปานดำรงตำแหน่งเป็นพระวิสูตรสุนทรได้รับแต่งตั้งให้เป็นทูตออกไปเจริญสัมพันธไมตรี กับทางฝรั่งเศส ในสมัยดังกล่าวนั้นชาวฝรั่งเศสมีอิทธิพลในราชสำนักของพระนารายณ์มาก โดยจุดประสงค์ที่สำคัญของฝรั่งเศส คือ การเผยแพร่คริสต์ศาสนา และยังพยายามให้พระนารายณ์เข้ารีตเป็นคริสต์ชนด้วย รวมทั้งชาวฝรั่งเศสยังพยายามมีอำนาจทางการเมืองในอยุธยา ด้วยการเจรจาขอตั้งกำลังทหารของตนที่เมืองบางกอก และเมืองมะริดอีกด้วย

ทั้งนี้โกษาปานยังออกเดินทางไปกับเรือฝรั่งเศสเมื่อธันวาคม พ.ศ. 2228 ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2229 และเดินทางกลับเมื่อ 27 กันยายน พ.ศ. 2230 รวมเดินทางไปกลับอยุธยาฝรั่งเศสทั้งหมด 1 ปี 9 เดือน โกษาปานถือว่าเป็นนักการทูตที่สุขุม ไม่พูดมาก ละเอียดลออในการจดบันทึกในสิ่งที่ได้พบเห็นในการเดินทางครั้งนั้น สำหรับการเข้าเฝ้าในครั้งนี้ ออกพระวิสุทธิ์สุนทร (ปาน) ก็ได้กระทำหน้าที่เป็นผู้แทนของราชสำนักอยุธยาอย่างถูกต้องตามขนบธรรมเนียมประเพณีของการเข้าเฝ้า จนชาวฝรั่งเศสได้กล่าวยกย่องชื่นชมคณะทูตไทย

ออกญาโกษาธิบดีมีตราประจำตำแหน่งคือ

และสำหรับการไปเจริญสัมพันธไมตรีครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น การเจริญสัมพันธไมตรีของพระวิสุทธิ์สุนทร (ปาน) และคณะราชทูตไทยยังได้สร้างชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือในทวีปยุโรป เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่พระเจ้าแผ่นดินทางด้านตะวันออกแต่งคณะราชทูตไปยังสำนักฝรั่งเศสพระเจ้าหลุยส์จึงทรงจัดการรับรองคณะราชทูตจากกรุงศรีอยุธยาอย่างสมเกียรติยศ และยังโปรดให้จัดทำเหรียญที่ระลึก และมีการเขียนรูปราชทูตไทยขณะเข้าเฝ้า พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศสเป็นที่ระลึกด้วย

และในปลายสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มีความรู้สึกต่อต้านชาวต่างชาติ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝรั่งเศส) ในหมู่ขุนนางไทยและพระสงฆ์ พระเพทราชา เจ้ากรมช้าง ทรงเป็นผู้นำในการต่อต้านครั้งนี้ โกษาปานเองก็ได้เข้าเป็นฝ่ายของพระเพทราชา เมื่อพระเพทราชาปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ โกษาปานได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เจรจากับนายพลฝรั่งเศสที่ขณะนั้นได้คุมป้อมอยู่ที่เมืองบางกอกให้ถอนทหารออกไปจากอาณาจักรไทยได้สำเร็จ

นอกจากนี้พระยาโกษาธิบดี(ปาน) เป็นชายหนุ่มที่มีรูปงาม กิริยามารยาทเรียบร้อย เป็นผู้ที่มีไหวพริบดีรู้จักโต้ตอบ ได้ถูกเรื่องราวและกาลเทศะ ไม่มีอาการประหม่าสะทกสะเทิ้นเขินอาย อีกทั้งยังเป็นคนช่างสังเกตจดจำสิ่งที่พบเห็นได้ทุกอย่างเมื่อเปลี่ยนแผ่นดินเป็นสมเด็จพระเพทราชานั้น พระยาโกษาธิบดี (ปาน ) ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาโกษาธิบดี

แต่ทว่าด้วยเหตุที่เป็นคนซื่อสัตย์ต่อสมเด็จพระนารายณ์ฯ ดังนั้น เมื่อเห็นว่าสมเด็จพระเพทราชากระทำการไม่สมควรในกรณี แต่งตั้งทั้งพระมเหสี และพระขนิษฐาของสมเด็จพระนารายณ์เป็นพระมเหสี จึงมีส่วนทำให้สมเด็จพระเพทราชานั้นทรงกริ้วเป็นอันมาก จึงหาเหตุให้ต้องพระราชอาญา

โกษาปาน บุพเพสันนิวาส

และเมื่อปี พ.ศ. 2243 ภรรยาตลอดจนทรัพย์สมบัติของเจ้าพระยาโกษาธิบดีก็ถูกริบหมด และมีโทษโบยด้วยเชือกจนสลบ เล่ากันว่าหลังนั้นไม่มีเนื้อดีจนมีการกล่าวกันว่าหลังจากที่เกิดเหตุการณ์มรคราวนั้นก็ทำให้เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) นั้นมีความเกรงกลัวพระราชอาญาเสียจนไม่กล้าที่จะกราบทูลเรื่องสำคัญๆ จนในที่สุดถึงแก่อสัญกรรม

ในส่วนครอบครัวของท่านก็ได้แตกฉานซ่านเซ็นไปอยู่คนละทิศละทาง เพราะเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งสุดท้าย คุณทองดีซึ่งเป็นหลานปู่ของโกษาปานก็ได้อพยพไปอยู่กับเจ้าพระยา​พิษณุโลก​ (เรือง) และต่อมาเมื่อเหตุการณ์สงบได้มาตั้งนิวาสสถานอยู่ ณ ตำบลสะแกกรัง เมืองอุทัยธานี โดยท่านผู้นี้ปรากฏว่าเป็นบิดาของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์ในราชวงศ์จักรีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ของไทย

อย่างไรก็ตาม ออกญาโกษาธิบดี (ปาน) ได้รับการยกย่องสรรเสริญในเรื่องความสามารถทำให้ไทยเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ และจากบุคลิกของท่านที่เฉลียวฉลาด เป็นคนที่มีมารยาทเรียบร้อย ช่างสังเกต ช่างจดจำ พูดจาหลักแหลมคมคาย จึงมส่วนทำให้ท่านประสบความสำเร็จในการประกาศชื่อเสียง และเกียรติคุณของประเทศชาติ จากผลงาน การเป็นหัวหน้าคณะราชทูตไทยไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศฝรั่งเศสจนประสบผลสำเร็จของออกญาโกษาธิบดี (ปาน) ทำให้ไทยรอดพ้นจากการคุกคามของฮอลันดามาได้

เรียกได้ว่าความยิ่งใหญ่และความสามารถของเจ้าพระยาโกษาเหล็ก และเจ้าพระยาโกษาปาน เป็นสิ่งที่น่ายอย่องมาเพราะว่าสร้างคุณงามความดีให้กับแผ่นดินเป็นอย่างมากนั่นเอง