ถ้าหากเราจะกล่าวถึง เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) หลายคนคงจะนึกถึงตัวละครในหนังเรื่อง บุพเพสันนิวาส เพราะว่าละครอิงประวัติศาสตร์เรื่องนี้ดังเป็นพลุแตก แต่สำหรับตัวละครที่ชื่อว่าเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ก็ถือว่าเป็นตัวดำเนินเรื่องที่มีตัวตนอยู่จริง อีกทั้งประวัติของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ยังน่าสนใจอีกด้วย

เจ้าพระยาวิชาเยนทร์  (คอนสแตนติน ฟอลคอน) คือใคร?

เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ท้าวทองกีบม้า

เจ้าพระยาวิชาเยนทร์  มีชื่อเดิมว่า  คอนสแตนติน  เยรากี  ชายผู้นี้เป็นชาวกรีก และเป็นลูกเรือรับจ้างของอังกฤษที่เดินทางมาค้าขายทางด้านตะวันออก และต่อมาได้เปลี่ยนเป็น  คอนสแตนติน  ฟอลคอน  เดินทางได้มากับเรือสินค้าอังกฤษถึงกรุงศรีอยุธยาเมื่อราวๆ ปี  พ.ศ. 2218  ต่อมาได้ลาออกจากบริษัทค้าขายของอังกฤษ  และได้เข้ามาสมัครรับราชการอยู่กับเจ้าพระยาโกษาธิบดี  (ขุนเหล็ก)  ในกรมพระคลังสินค้า  เนื่องจากว่าคอนสแตนตินเป็นผู้ที่เคยทำงานอยู่กับอังกฤษ และรู้การค้าขายกับชาวต่างชาติเป็นอย่างดี  คอนสแตนตินจึงมีความชอบ และเป็นที่ไว้วางใจในด้านการค้ากับชาวต่างประเทศ

และด้วยเหตุนี้เองที่ เจ้าพระยาโกษาธิบดี  (ขุนเหล็ก)  จึงกราบทูลสมเด็จพระนารายณ์  ทรงโปรดให้เป็น  หลวงวิชาเยนทร์และยังมีบรรดาศักดิ์ต่อมาจนได้เป็นสมเด็จพระนารายณ์  ทรงโปรดให้เป็นหลวงวิชาเยนทร์ และมีบรรดาศักดิ์ต่อมาจนได้เป็นเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องการค้าขายกับต่างประเทศ และการเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ  และเจ้าพระยาวิชาเยนทร์มีส่วนทำให้มีการส่งคณะราชทูตเดินทางไปยังฝรั่งเศส และประเทศอื่น ๆ

ทั้งนี้ การค้าขายของกรุงศรีอยุธยานั้นเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ยังได้คิดอ่านที่จะสร้างเรือกำปั่นหลวงเพิ่มเติมขึ้น  จึงได้ชักชวนให้พวกอังกฤษออกจากบริษัทแล้วมารับเดินเรือกำปั่นหลวง  โดยเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ได้มีข้อตกลงว่ายอมให้มีการนำสินค้าของตนไปกับเรือหลวงได้ ซึ่งหลังจากนั้นเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ได้ทูลขอให้สมเด็จพระนารายณ์ ได้ทรงตั้งเมืองมะริดซึ่งขณะนั้นถือว่าเป็นเมืองท่าของกรุงศรีอยุยาอยู่นั้นเป็นสถานีค้าขายของหลวง และทำการสร้างป้อมประจำท่า  เช่นเดียวกับสถานีค้าขายของประเทศตะวันตกที่ตั้งขึ้นในแถบนั้น

และการที่กรุงศรีอยุธยาได้จัดการค้าขายดังกล่าวนั้น และมีส่วนทำให้บริษัทอังกฤษที่มีอำนาจทางการค้าอยู่ทางด้านตะวันตกไม่พอใจเป็นอย่างมาดก  โดยเฉพาะการดึงคนอังกฤษออกไปจากบริษัท  และอังกฤษเองก็ต้องการที่จะมีอำนาจในเมืองมะริด อีกทั้งบริษัทของอังกฤษนั้นจึงแจ้งเรื่องไปยังอังกฤษกล่าวโทษเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ว่าเป็นพวกฝรั่งเศส  และยังคิดอ่านเกลี้ยกล่อมคนอังกฤษไปตั้งช่องเพื่อประโยชน์ของตนเอง  หาใช่ความคิดของอาณาจักรสยามที่ทำให้อังกฤษนั้นขัดเคืองจึงเรียกคนอังกฤษที่มาทำงานให้กันอาณาจักรสยามกลับหมด

 บ้านเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ อยุธยา

นอกจากนี้แล้วบริษัทอังกฤษยังถือโอกาสนั้นแต่งเรือรบออกจับเรือสินค้าของอาณาจักรสยามที่เดินทางไปค้าขายทางอินเดีย  แล้วยังได้ยื่นคำขาดให้ พระยาตะนาวศรีมีหนังสือมากราบทูลสมเด็จพระนารายณ์ และได้กล่าวโทษว่า  เจ้าพระยาวิชาเยนทร์นั้นได้ทำการกลั่นแหล้งให้บริษัทต่างๆ  ได้รับความเสียหายไปมากถึง  40,000  ปอนด์  เพื่อให้มีการชดใช้ทรัพย์สินภายในกำหนด  2  เดือน  แต่ทว่ายังไม่ทันที่กรุงศรีอยุธยาจะทำการโต้ตอบอย่างใด ชาวอังกฤษก็ได้ส่งเรือรบมายังเมืองมะริด แล้วให้ทหารขึ้นบกเข้ายึดเมืองมะริด ซึ่งนั่นก็ได้ทำการรื้อป้อมและแย่งเอาเรือกำปั่นหลวงของไทยไปได้  1  ลำ

ส่วนทางฝ่ายพระยาตะนาวศรีนั้นเมื่อเห็นว่าอังกฤษได้กระทำการก่อสงครามขึ้นเช่นนั้น  จึงได้ยกกองทัพเข้าปล้นเมืองมะริดในเวลากลางคืน และยังได้ทำการชิงเมืองฆ่าพวกอังกฤษตายเป็นอันมากที่รอดตายก็หนีลงเรือไปได้ จากเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น เมื่อกรุงศรีอยุธยาทราบเรื่อง สมเด็จพระนารายณ์จึงได้ประกาศสงครามกับประเทศอังกฤษ  เมื่อปี พ.ศ. 2230  และจากเหตารณ์นี้เองที่ทำให้อาณาจักรสยามกับอังกฤษนั้นเป็นข้าศึกต่อกันมาตลอดรัชกาล

และเมื่อออกพระยาวิสูตรสุนทร (ปาน ต่อมาเป็นเจ้าพระยาโกษาธิบดี) ได้นำคณะราชทูตกลับมาจากฝรั่งเศส เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2230 นั้น พระเจ้าหลุยส์ที่  14  ก็ได้จัดคณะราชทูตฝรั่งเศสเดินทางตามมาส่งถึงกรุงศรีอยุธยาด้วยพร้อมกับได้จัดทหารฝรั่งเศสติดตามมาด้วย 1,400 คน เข้ามารับราชการอยู่กับสมเด็จพระนารายณ์ด้วย

นอกจากนี้แล้วสมเด็จพระนารายณ์ ได้ส่งให้ทหารฝรั่งเศสนี้ไปรักษาป้อมที่เมืองมะริด 2 กองร้อย และทหารที่เหลือนั้นให้ไปอยู่ประจำที่เมืองธนบุรีศรีสมุทร โดยให้ทำการจัดสร้างป้อมใหญ่ขึ้นทางฝั่งตะวันออก (บริเวณโรงเรียนราชินี) ขึ้นอีกหนึ่งป้อม เพื่อกันไม่ให้ทหารฝรั่งเศสอยู่ในกรุงศรีอยุธยา

ทั้งนี้ เมืองมะริดนั้นเมื่อสมเด็จพระนารายณ์ทรงส่งทหารฝรั่งเศสไปอยู่ประจำเช่นนั้นแล้ว บริษัทอังกฤษจึงไม่กล้ายกกำลังเข้ามาบุกรุกอีก ด้วยเหตุที่ว่าทางอาณาจักรสยามมีความคัดแย้งกับอังกฤษดังกล่าว สมเด็จพระนารายณ์ จึงได้มีพระราชไมตรีกับฝรั่งเศสอย่างแน่นแฟ้น และทรงสร้างเมืองลพบุรีให้เป็นเมืองราชธานีสำรองของอาณาจักรสยามไว้ ซึ่งทรงโปรดให้คณะราชทูตฝรั่งเศสและเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ อยู่ประจำที่เมืองลพบุรีเช่นเดียวกับพระองค์ และบรรดาคณะราชทูตฝรั่งเศสพำนักอยู่ในอาณาจักรสยามได้ 3 เดือนก็เดินทางกลับฝรั่งเศสไป

คอนสแตนติน ฟอลคอน ท้าวทองกีบม้า

ส่วนพระวิสูตรสุนทร (ปาน) นั้นได้แต่งตั้งให้เป็นพระยาโกษาธิบดี และต่อมาไม่นานสมเด็จพระนารายณ์ก็ได้ทรงแต่ง  คณะราชทูตส่งไปพร้อมกับคณะราชทูตของฝรั่งเศสอีกครั้งนี้ ซึ่งการส่งคณะราชทูตไปในครั้งนี้เพื่อเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่  14  และเฝ้าสันตะปาปา หรือโป๊ปที่กรุงโรมด้วยพร้อมกับได้จัดส่งเด็กไทยหลายคนไปเล่าเรียนวิชาที่เมืองฝรั่งเศสอีกด้วย

คณะราชทูตฝรั่งเศสได้เดินทางกลับไปแล้วได้ 5 เดือน สมเด็จพระนารายณ์ก็ทรงประชวรหนัก และเหตุเหตุการณ์จลาจลภายในขึ้น เนื่องจากว่าสมเด็จพระนารายณ์นั้น ไม่มีพระราชโอรสที่ดำรงตำแหน่งเป็นรัชทายาท พระองค์ทรงมีแต่พระธิดาที่ทรงแต่งตั้งเป็นกรมหลวงโยธาเทพกับพระน้องเธอ 3 องค์ ได้แก่ เจ้าฟ้าหญิงที่ทรงตั้งเป็นกรมหลวงโยธาทิพ, เจ้าฟ้าอภัยทศ และเจ้าฟ้าองค์น้อยไม่ปรากฏพระนาม  และนอกจากนี้พระองค์ยังทรงชุบเลี้ยงเจ้าราชินิกูลองค์หนึ่งที่ทรงเมตตาเหมือนพระราชบุตร คือ พระปีย์ (หรือพระปิยะ)

ดังนั้น ผู้ที่จะรับเวนราชสมบัตินั้นเจ้าพระยาวิชาเยนทร์เห็นว่า สมเด็จพระนารายณ์จะมอบราชสมบัติให้ พระปีย์  จึงเข้าเกลี้ยกล่อให้พระปีย์เข้าเป็นพรรคพวกฝรั่งเศสซึ่งมีความสงสัยว่าพระปีย์นั้นเข้ารีตเป็นคริสตังแล้วด้วย ส่วนฝ่ายข้าราชการที่พากันระแวงการกระทำของพระยาวิชาเยนทร์จะคิดร้ายต่อบ้านเมืองจึงพากันไปเข้ากับพระเพทราชาซึ่งมีความเกลียดชังฝรั่งเศสอยู่ก่อนแล้ว

เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ บุพเพสันนิวาส

นอกจากนี้สมเด็จพระนารายณ์ทรงประชวรอยู่ที่พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ เมืองลพบุรี พระเพทราชากับหลวงสรศักดิ์ได้เห็นว่า  พระเจ้าเหนือหัวทรงมีพระอาการหนัก ไม่ทรงหายประชวรแน่แล้ว พระองค์จึงสั่งให้ตั้งกองทหารล้อมรักษาพระราชวังอย่างกวดขัน แล้วทำการล่อเอาตัวพระปีย์ไปประหารชีวิตเสียแล้วทำการจับเอาตัวเจ้าพระยาวิชาเยนทร์มาไต่สวนกล่าวโทษว่า  เจ้าพระยาวิชาเยนทร์นั้นเป็นกบฏ และคิดที่จะชิงราชสมบัติให้พระปีย์ และด้วยประสงค์จะเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเสียเอง และเมื่อสอบสวนแล้วก็ให้เอาตัวเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ไปประหารชีวิตเสียที่ทะเลชุบศร

ต่อมาในขณะที่สมเด็จพระนารายณ์นั้นทรงประชวรหนักอยู่ทรงทราบว่าพระปีย์และเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ได้สิ้นชีวิตลงเสียแล้วพระองค์ไม่สามารถจะทำอย่างไรได้ พระองต์จึงเศร้าพระทัยแทบจะสิ้นใจหลังจากนั้นพระเพทราชาก็ได้ให้คนลงมาเชิญเจ้าฟ้าหญิงอภัยทศไปเมืองลพบุรี เจ้าฟ้าอภัยทศ นั้นสำคัญว่าจะได้รับราชสมบัติก็มีพระทัยยินดีจึงชวนพระน้องอีกพระองค์หนึ่ง(ไม่ทราบนาม)ไปด้วย พระเพทราชาก็ทรงรับรองเจ้าฟ้าอภัยทศเป็นอย่างดีต่อมาอีก 2 วัน หลวงสรศักดิ์บุตรของพระเพทราชาก็ได้ปลงพระชนม์เจ้าฟ้าอภัยทศกับพระน้องเธอองค์นั้นเสีย โดยประสงค์ที่จะให้พระเพทราชานั้นจะต้องชิงราชสมบัติคราวนี้เสียเอง

ซึ่งในขณะนั้นพระเพทราชานั้น ได้มุ่งที่จะทำการกำจัดพวกฝรั่งเศสที่อยู่ในอาณาจักรสยาม โดยเฉพาะทหารฝรั่งเศสที่ประจำอยู่ที่ป้อมเมืองธนบุรีศรีสมุทร จึงมีเหตุการณ์ที่ต้องสู้รบกันขึ้น ต่อมาสมเด็จพระนารายณ์ที่ยังทรงประชวรอยู่เมืองลพบุรีนั้นสวรรคตลงเมื่อปี พ.ศ. 2231 เจ้านายฝ่ายราชวงศ์นั้นได้หมดสิ้นลงแล้ว และเวลานั้นมีเหตุการณ์สู้รบกับทหารฝรั่งเศสอยู่ จึงมีส่วนทำให้ข้าราชการทั้งปวงจำต้องเชญพระเพทราชาขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์กรุงศรีอยุธยาต่อมา เป็นการเริ่มต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวง

ชีวิตของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ในอยุธยา

ฟอลคอนแห่งอยุธยา

ปี พ.ศ. 2218 เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ได้เดินทางมายังราชอาณาจักรอยุธยาในฐานะพ่อค้า เนื่องจากเจ้าพระยาวิชาเยนทร์มีความสามารถพิเศษในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศอย่างง่ายดาย เจ้าพระยาวิชาเยนทร์จึงเรียนรู้การใช้ภาษาไทยอย่างคล่องแคล่วในเวลาไม่กี่ปี และเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ก็เข้ารับราชการในราชสำนักสมเด็จพระนารายณ์มหาราชในตำแหน่งล่าม นับว่าเป็นชาวตะวันตกคนแรกที่เข้ามารับราชการในสมัยอยุธยา ซึ่งถือว่าเป็นตัวกลางการค้าระหว่างอยุธยากับฝรั่งเศส เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ได้กลายมาเป็นสมุหเสนาในสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยาในเวลาอันรวดเร็ว

ปี พ.ศ. 2225 เจ้าพระยาวิชาเยนทร์แต่งงานกับดอญา มารี กีมาร์ (ท้าวทองกีบม้า) ในภายหลัง ท้าวทองกีบม้าเป็นผู้ประดิษฐ์ขนมไทยหลายอย่าง ความใกล้ชิดระหว่างเจ้าพระยาวิชเยนทร์และสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ทำให้เกิดความริษยาขึ้นในหมู่ราชนิกุล ซึ่งส่งผลทำให้เกิดผลเสียต่อตัวเจ้าพระยาวิชเยนทร์เองในเวลาต่อมา

และเมื่อสมเด็จพระนารายณ์ทรงพระประชวรหนักใกล้จะสวรรคต ก็มีข่าวลือว่าเจ้าพระยาวิชเยนทร์ต้องการใช้องค์รัชทายาทเป็นหุ่นเชิด และเข้ามาเป็นผู้ปกครองกรุงศรีอยุธยาเสียเอง เพราะแม้เหตุดังกล่าวจะมีความเป็นไปได้น้อย แต่ทว่าก็เป็นข้ออ้างให้พระเพทราชาซึ่งถือว่าเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ไม่พอใจกับนโยบายด้านต่างประเทศที่ส่งผลทำให้มีชาวต่างชาติมาอยู่ในกรุงศรีอยุธยามากมาย อีกทั้งยังมีการวางแผนให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จไปประทับที่พระนารายณ์ราชนิเวศน์ในลพบุรี และสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ยังไว้ใจมอบอำนาจการสำเร็จราชการแผ่นดินให้พระเพทราชาใน พ.ศ. 2231

บั้นปลายชีวิตของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์

มารี เดอ กีมาร์

เมื่อพระเพทราชากุมอำนาจการสำเร็จราชการแผ่นดินแล้ว ก็ได้สั่งให้จับกุมเจ้าพระยาวิชเยนทร์ และผู้ติดตามรวมถึงราชนิกุลองค์ต่าง ๆ และนำไปประหารชีวิตในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2231 ในวัยเพียง 40 ปี เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงทราบถึงเหตุดังกล่าว พระองค์ก็ทรงกริ้วมาก แต่ทว่าในขณะนั้นไม่มีพระวรกายแข็งแรงเพียงพอที่จะทำการใด ๆ และเสด็จสวรรคตในอีกไม่กี่วันต่อมา

หลังจากเหตารณ์นี้บรรดาขุนนางได้อัญเชิญพระเพทราชาขึ้นครองราชย์ โดยการปราบดาภิเษก ทรงพระนามว่า สมเด็จพระมหาบุรุษวิสุทธิเดชอุดม หรือว่าสมเด็จพระเพทราชา และปกครองโดยมีนโยบายต่อต้านชาวต่างชาติ และส่งผลให้เกิดการขับไล่ชาวต่างชาติแทบทั้งหมดออกจากราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา พร้อมกับการตีความกันไปต่าง ๆ นานาถึงเหตุจูงใจที่ทำให้สมเด็จพระเพทราชาสั่งจับกุม และประหารชีวิตเจ้าพระยาวิชเยนทร์ และนั่นก็เป็นผลให้จุดยืนของกรีกในประวัติศาสตร์ไทยเป็นเรื่องที่ยังหาข้อสรุปมิได้

ทั้งนี้ นักประวัติศาสตร์ที่เห็นด้วยกับการกระทำของพระองค์มองเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ว่าเป็นชาวต่างชาติที่ฉวยโอกาสมาใช้อิทธิพลเข้าควบคุมราชอาณาจักรในนามของผลประโยชน์จากชาติตะวันตก แต่ทว่านักประวัติศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งมองว่าเจ้าพระยาวิชเยนทร์เป็นแพะรับบาป และยังถือว่าเป็นช่องว่างให้สมเด็จพระเพทราชาสามารถเข้ายึดอำนาจจากองค์รัชทายาทได้โดยนำเอาความริษยา และความระแวงที่มีต่อเจ้าพระยาวิชเยนทร์มาเป็นมูลเหตุสนับสนุน

เรียกได้ว่าความเป็นมาของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ อีกทั้งชีวิตในช่วงบั้นปลายของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ยังน่าสงสารในสายตาของใครหลายๆ คนด้วยนะคะ เพราะว่าการตายของเขานั้นไม่ได้ล่ำลาคนที่รักเลย