พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 6 ในราชวงศ์จักรี

พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ประวัติรัชกาลที่7

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพ และยังทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในหลายสาขา ทั้งทางด้านการเมืองการปกครอง การทหาร การศึกษา สาธารณสุข ต่างประเทศ และที่สำคัญที่สุด ก็คือทางด้านวรรณกรรม และอักษรศาสตร์

ซึ่งในทุกๆ เรื่องที่กล่าวไปเป็นแค่ส่วนหนึ่ง และพระองค์ยังทรงพระราชนิพนธ์บทร้อยแก้ว และร้อยกรองไว้นับพันเรื่อง จนกระทั่งพระองค์ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาเมื่อเสด็จสวรรคตแล้วว่า “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” โดยพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ใน พระราชวงศ์จักรีพระองค์แรกที่ไม่มีวัดประจำรัชกาล

แต่ทว่าพระองค์ก็ทรงมีการการสถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวง หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “วชิราวุธวิทยาลัย” ในปัจจุบัน ขึ้นแทน ด้วยทรงพระราชดำริว่าพระอารามนั้นมีมากแล้ว ที่สำคัญการสร้างอารามในสมัยก่อนนั้นก็เพื่อบำรุงการศึกษาของเยาวชนของชาติ พระองค์จึงทรงพระราชดำริให้สร้างโรงเรียนขึ้นแทน

ในช่วงปี พ.ศ. 2524 องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ซึ่งได้ยกย่องพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า พระองค์ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก และพระองค์ก็ทรงเป็นผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรม ในฐานะที่ทรงเป็นนักปราชญ์ นักประพันธ์ กวี และยังเป็นนักแต่งบทละครไว้เป็นจำนวนมากอีกด้วย

การขึ้นครองราชย์

รัชกาลที่6 วรรณกรรม

หลังจากที่สมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จสวรรคตลง เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วพระองค์นั้นได้รับการสถาปนาตั้งไว้ในพระรัชทายาทสืบพระราชสันตติวงศ์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2437 พระองค์ทรงเศร้าสลด ไม่มีพระราชประสงค์ที่จะแลกสิริราชสมบัติ

สำหรับการสูญเสียพระชนมชีพของสมเด็จพระบรมชนกนาถ จนกระทั่งสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ได้ทรงทูลเชิญเสด็จลงที่ห้องแป๊ะเต๋งบนชั้น 2 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ท่ามกลางพระบรมวงศานุวงศ์ เสนาบดี ผู้ใหญ่ องคมนตรี รวมถึงข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย ที่เดินทางมาร่วมชุมนุม

ด้วยเหตุนี้ที่พระปิตุลาได้คุกพระชงฆ์ลงกับพื้นกราบถวายบังคมอัญเชิญให้พระองค์ทรงเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดินสืบสนองพระองค์สมเด็จพระบรมชนกนาถ และทันใดนั้นเองบุคคลทุกท่านที่ชุมนุมอยู่ที่นั้น ก็ได้คุกเข่าลงกราบถวายบังคมทั่วกัน และในคืนนั้นเองที่พระองค์ทรงได้มีประกาศภาษาไทยให้ออกพระนามว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชผู้ทรงสำเร็จราชการแผ่นดิน และต่อมาเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม จึงให้ออกพระนามว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระบาท สมเด็จ พระ รามาธิบดี ศรี สิน ทร มหา วชิราวุธ พระมงกุฎเกล้า เจ้า อยู่ หัว

ต่อมาเมื่อวันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2453 จึงรับบรมราชาภิเษก เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า… “พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ เอกอรรคมหาบุรุษบรมนราธิราช พินิตประชานารถมหาสมมตวงษ์ อดิศัยพงษวิมลรัตน์ วรขัตติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาตสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถ จุฬาลงกรณราชวรางกูร บรมมกุฏนเรนทรสูรสันตติวงษวิสิฐ สุสาธิตบุรพาธิการ อดุลยกฤษฎาภินิหารอดิเรกบุญฤทธิ ธัญลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประณตบาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดมบรมสุขุมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ บุริมศักดิสมญาเทพวาราวดี ศรีมหาบุรุษสุตสมบัติ เสนางคนิกรรัตน์อัศวโกศล ประพนธปรีชามัทวสมาจาร บริบูรณ์คุณสารสยามาทินครวรุตเมกราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต์ มหันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษศิรินธร บรมชนกาดิศรสมมต ประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเสวตฉัตราดิฉัตร ศิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเศกาภิสิต สรรพทศทิศวิชิตไชย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนารถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักดิ์อรรคนเรศรามาธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤไทย อโนปไมยบุญการ สกลไพศาลมหารัษฎาธิบดินทร์ ปรเมนทรธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตร พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว”

รัชกาลที่5 ผลงาน

หลังจากนั้นไม่นาน ในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2459 พระองค์ก็ทรงเห็นชอบกับคำกราบบังคมทูลของเหล่าเสนาบดีให้ทรงเฉลิมพระปรมาภิไธย “สมเด็จพระรามาธิบดี” แทนคำว่า “สมเด็จพระปรเมนทร” ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้พระองค์ทรงมีพระปรมาภิไธยอย่างสังเขปว่า “พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว” และเมื่อพระองค์ทรงยกรามาธิบดีเป็นคำนำพระปรมาภิไธยแล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้แก้นเรศรามาธิบดี เป็นนเรศราธิบดี แทน

การสวรรคต

คุณธรรมรัชกาลที่6

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร ด้วยพระโรคพระโลหิตเป็นพิษในพระอุทรตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 โดยพระองค์ทรงได้เสวยพระกระยาหารผิดสำแดง และพระองค์ยังทรงพระบังคน มีมดมาเกาะพระบังคนหมอจึงได้สรุปว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีเบาหวานแทรกซ้อนแต่พระอาการพระองค์ก็ทรงกับทรุด จนเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ณ เวลา 1 นาฬิกา 45 นาที

โดยได้อัญเชิญพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทรวมพระชนมพรรษาได้ 45 พรรษา และยังได้เสด็จดำรงสิริราชสมบัติได้ 15 พรรษา แต่ทว่ารัชกาลที่ 7 มีพระราชประสงค์กำหนดวันสวรรคตของรัชกาลที่ 6 เป็นวันที่ 25 พฤศจิกายน และยังถือว่าวันพระมหาธีรราชเจ้า ตรงกับวันที่ 25 พฤศจิกายน ส่วนพระบรมราชสรีรางคารยังได้เชิญไปประดิษฐาน ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร และได้เชิญไปประดิษฐาน ณ พระปฤศฤๅงค์ พระร่วงโรจน์ฤทธิ์

รัชกาลที่ 6

ส่วนพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวส่วนหนึ่งเชิญไปประดิษฐาน ณ พระวิมานองค์กลาง พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และอีกส่วนหนึ่งถูกเชิญไปประดิษฐาน ณ พระวิมานพระอัฐิ วังรื่นฤดีของ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดาพระองค์เดียวของพระองค์นั่นเอง