ท้าวทองกีบม้า มีชื่อตัวว่า มารีอา กูโยมาร์ เด ปิญญา (Maria Guyomar de Pinha) แต่เธอคนนี้มักเป็นที่รู้จักในชื่อ มารี กีมาร์ (Marie Guimar) หญิงผู้นี้มีชีวิตอยู่ในช่วงพ.ศ. 2201 หรือ พ.ศ. 2202 – พ.ศ. 2265 ช่วงกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ภรรยาของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ขุนนางกรีกที่ทำราชการในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ท้าวทองกีบม้า หนังสือ

สำหรับชื่อเสียงของเธอมีชื่อเสียงจากการปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าห้องเครื่องต้นวิเสทในราชสำนัก ตำแหน่ง “ท้าวทองกีบม้า” ว่ากันว่าเธอได้ประดิษฐ์ขนมไทยที่ได้รับอิทธิพลจากอาหารโปรตุเกส อาทิ ทองหยิบ, ทองหยอด, ฝอยทอง, ทองม้วน และหม้อแกง จนมารี กีมาร์ได้สมญาว่าเป็น “ราชินีแห่งขนมไทย”

แต่ทว่าก็ยังมีกระแสคัดค้านจากหลายฝ่าย โดยให้เหตุผลว่า ขนมโปรตุเกสเหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมาพร้อมกับกลุ่มชนเชื้อสายโปรตุเกสที่เข้ามาพำนักในกรุงศรีอยุธยามากว่า 150 ปี ก่อนที่นางจะเกิดเสียอีก เรื่องที่นางดัดแปลงขนมไทยจากตำรับโปรตุเกสเป็นคนแรกเห็นจะผิดไป

ประวัติของ ท้าวทองกีบม้า

ท้าว ทอง กีบ ม้า ชีวิต

ท้าวทองกีบม้า มีชื่อจริงว่า มารีอา กูโยมาร์ เด ปิญญา เธอเป็นคริสตังเชื้อสายโปรตุเกส, เบงกอล และญี่ปุ่น เธอเป็นธิดาคนโตของฟานิก กูโยมาร์ (Fanik Guyomar) บิดาที่มีเชื้อสายโปรตุเกส, ญี่ปุ่น และเบงกอล ที่อพยพมาจากอาณานิคมโปรตุเกสในเมืองกัว กับมารดาชื่ออูร์ซูลา ยะมะดะ ลูกหลานผู้ลี้ภัยจากการเบียดเบียนศาสนาในญี่ปุ่น

และจากการเบียดเบียนทางศาสนาในญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ. 2135 ตามคำบัญชาของโทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ ทำให้เซญอรา อิกเนซ มาร์แตงซ์ หรือ อิกเนซ มาร์ตินซ์  ย่าบ้างก็ว่าเป็นยายของท้าวทองกีบม้า ถูกนำตัวมาไว้ที่เมืองไฮโฟในเวียดนาม ซึ่งในระหว่างนั้นนางได้สมรสกับลูกหลานไดเมียวตระกูลโอโตะโมะ

และในภายหลังครอบครัวของนางจึงได้อพยพมาลงหลักปักฐานในกรุงศรีอยุธยาอีกทอดหนึ่ง แต่มีข้อมูลบางแห่งก็ว่า ครอบครัวของนางไปอยู่ที่กัมพูชาก่อนถูกกวาดต้อนมาสู่กรุงศรีอยุธยา เมื่อคราสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงตีเมืองละแวก ในปี ค.ศ. 1593 หลังจากข้อมูลนี้มารีอาอาจมีเชื้อสายเขมรหรือจามผ่านทางมารดาด้วยก็เป็นได้

ท้าวทองกีบม้า พระเจ้าเสือ

ทั้งนี้ ครอบครัวของยะมะดะ ยังถือว่าเป็นตระกูลที่เคร่งครัดในคริสต์ศาสนา เซญอรา อิกเนซ มาร์แตงซ์ ผู้เป็นยาย ได้อ้างว่านางเป็นหลานสาวของนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ (Saint Francis Xavier) นักบุญชื่อดัง ที่ได้ประทานศีลล้างบาป และตั้งนามทางศาสนาให้ แต่อย่างไรก็ตามมารดาของท้าวทองกีบม้าค่อนข้างจะมีประวัติด่างพร้อยว่านางคบชู้กับบาทหลวงทอมัส วัลกัวเนรา (Thomas Vulguaneira) ซึ่งถือว่าบาทหลวงเยสุอิตเชื้อสายซิซิลี และกล่าวกันว่าท้าวทองกีบม้า มิใช่ลูกของฟานิก สามีตามกฎหมายของนางยะมะดะ แต่ทว่ามารี กีมาร์เกิดกับบาทหลวงรูปดังกล่าว ดังปรากฏใน Mémoire touchant l’enlèvement et la reddition de Madame Constance ความว่า

“ส่วนนางอูร์ซูลนั้นเล่า พอเข้าพิธีแต่งงาน กับสามีที่ถูกต้องนามว่าฟานิกได้ไม่ทันไร มารดาของมารี กีมาร์ก็ไปมีความสัมพันธ์กับบาทหลวงวัลกัวเนรา ซึ่งเป็นบาทหลวงชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายเยสุอิต โดยผู้ออกแบบการก่อสร้างป้อมค่ายกำแพงเมืองให้สยาม มาดามฟอลคอน ซึ่งผิวขาวยิ่งกว่านายฟานิกและน้อง ๆ ของเธอ ถือกำเนิดในช่วงเวลานี้เอง ปรากฏว่าบาทหลวงวัลกัวเนราถูกเรียกตัวไปประจำที่มาเก๊า เพราะมีข่าวอื้อฉาวเรื่องนี้เอง ว่ากันว่าท่านบาทหลวงข้ามแม่น้ำไปยังหมู่บ้านญี่ปุ่นอีกฟากฝั่งหนึ่งเพื่อไปหานาง”

ทั้งนี้ ยังไม่มีการชี้ชัดว่าฟานิกเป็นบิดาแท้จริงของมารี กีมาร์หรือไม่ ในขณะที่งานเขียนของ อี. ดับเบิลยู ฮัตชินสัน (E. W. Hutchinson) ที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สยามสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จำนวนสองเล่มด้วยกัน ที่มีการกล่าวถึงประวัติชีวิตของท้าวทองกีบม้า คือ Adventure in Siam in the 17th Century. และ 1688 Revolution in Siam. โดยหนังสือเรื่องนี้ได้กล่าวถึงฟานิกเขามักใช้คำว่า “ผู้เลี้ยงดู” หรือ “พ่อเลี้ยง” แต่เอกสารบางชิ้นก็ว่า ท้าวทองกีบม้าผิวคล้ำละม้ายฟานิก และเอกสารของบาทหลวงฝรั่งเศส ต่างไม่ลังเลใจที่จะเรียกฟานิกว่าเป็นบิดาของนาง

ชีวิตสมรส

 ท้าวทองกีบม้า คือใคร

มารี กีมาร์ได้สมรสกับเจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ขุนนางชาวกรีก อันเป็นที่โปรดปรานเป็นอย่างมากของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในขณะนั้นที่นางมีอายุได้ 16 ปี เบื้องต้นบิดาของนางแสดงความไม่พอใจเป็นอย่างมากในพฤติกรรม และวัตรปฏิบัติของลูกเขยที่หลงลาภยศสรรเสริญและมักในโลกีย์นัก

แต่ทว่าฟอลคอนแสดงความจริงใจด้วยยอมละนิกายแองกลิคันที่ตนนับถือ พร้อมกับการเปลี่ยนเป็นนิกายโรมันคาทอลิกตามมารีอา ฟานิกจึงเห็นแก่ความรักของคอนสแตนตินและยินยอมได้ทั้งสองสมรสกัน โดยมีสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและขุนนางผู้ใหญ่เข้าร่วมงานมงคลสมรสดังกล่าวด้วย

และหลังการสมรสของทั้งคู่ มารี กีมาร์ก็ยังดำรงชีวิตอย่างปกติไม่โอ้อวดในยศถาบรรดาศักดิ์ที่ได้รับ ซ้ำยังชี้ชวนให้สามีคือเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ประพฤติ และปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัดสม่ำเสมอขึ้นกว่าเก่า ดังปรากฏในงานเขียนของบาทหลวงโกลด เดอ แบซ ว่า…

“…มารี กีมาร์สตรีผู้ถือมั่นในพระคริสตธรรมนี้มีอายุได้ไม่เกิน 16 ปี ได้หลีกหนีความบันเทิงเริงรมย์ทั้งหลาย อันสตรีในวัยเดียว และฐานะเดียวกันกับนางใฝ่หากันหนักหนานั้น แล้วมารี กีมาร์ก็มุ่งแต่จะรับใช้พระผู้เป็นเจ้ากับทำความสบายอกสบายใจแก่ท่านสามีเท่านั้น นางไม่ออกจากทำเนียบไปไหนมาไหนเลย นอกจากจะไปวัด…”

นอกจากนี้แล้วท้าวทองกีบม้า และเจ้าพระยาวิชเยนทร์ มีบุตรด้วยกันสองคนคือ จอร์จ ฟอลคอน (George Phaulkon) กับคอนสแตนติน ฟอลคอน (Constantin Phaulkon) แต่บ้างว่าชื่อควน ฟอลคอน (Juan Phaulkon) แต่ก่อนหน้านี้ฟอลคอน ก็เคยมีบุตรสาวคนหนึ่งที่เกิดกับหญิงชาววังที่ได้รับพระราชทานจากกรมหลวงโยธาเทพเพื่อผูกมัดฟอลคอนไว้กับราชสำนัก

และหลังจากสมรสแล้วท้าวทองกีบม้าจึงส่งหญิงผู้นั้นไปเมืองพิษณุโลก ท้าวทองกีบม้าก็แสดงน้ำใจด้วยนำบุตรของหญิงผู้นั้นมาเลี้ยงเองเป็นอย่างดี นอกจากนี้เธอ และสามียังอุปถัมภ์เด็กเข้ารีตกว่า 120 คน แต่ทว่าชีวิตสมรสของเธอก็ไม่ราบรื่นนัก เหตุก็เป็นเพราะความเจ้าชู้ของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ที่คอยนอกใจไปมีสัมพันธ์สวาทกับคลารา (Clara) นางทาสสาวชาวจีนในอุปการะของเธอ ท้าวทองกีบม้าจึงขนข้าวของ และผู้คนจากลพบุรีกลับไปที่กรุงศรีอยุธยามาแล้วครั้งหนึ่ง

ชีวิตตกอับ

ท้าว ทอง กีบ ม้า ชีวิต

หลังจากที่ท้าวทองกีบม้ามีชีวิตที่รุ่งโรจน์ แต่ก็พลันดับวูบลงเมื่อเจ้าพระยาวิชเยนทร์ผู้เป็นสามี ถูกตัดสินประหารชีวิต และถูกทางการริบราชบาตรหลังเกิดจลาจลก่อนสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเพียงไม่กี่วัน ในขณะที่เจ้าพระยาวิชเยนทร์กำลังจะถูกประหารนั้น ตามข้อมูลบางบันทึกระบุว่าท้าวทองกีบม้า “เศร้าโศกร่ำไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ” บ้างก็ว่า นางมิได้ร่ำไห้ให้สามีแม้แต่น้อย แต่ทว่านางกลับถ่มน้ำลายรดหน้าสามี และไม่ยอมให้จูบลาลูก บาทหลวงอาร์ตุส เดอ ลียอน (Artus de Lionne) ที่เข้ามาเผยแผ่พระศาสนาในช่วงนั้น พร้อมทั้งยังได้ระบุเหตุการณ์การจัดการทรัพย์สินของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ดังกล่าวว่า

“…วันที่ 30 พฤษภาคม เขาได้เรียกตราประจำตำแหน่งของสามีนางคืนไป และเมื่อวันที่ 31 ริบอาวุธ เอกสาร และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย วันต่อมาได้ตีตราประตูห้องหับทั่วทุกแห่งแล้วจัดยามมาเฝ้าไว้ ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน ขุนนางผู้หนึ่งนำไพร่ 100 คนมาขนเงิน เครื่องแต่งบ้านและจินดาภรณ์ไป…”

แต่กระนั้นท้าวทองกีบม้าก็ยังลอบแบ่งทรัพย์สิน และเครื่องเพชรออกเป็นสามกล่อง สองกล่องแรกฝากไว้กับบาทหลวงเยสุอิต ส่วนอีกกล่องเธอฝากไว้ที่ทหารฝรั่งเศสชั้นนายร้อยไป แต่ทว่าบาทหลวงเยสุอิตเกรงจะไม่ปลอดภัยจึงฝากไว้กับนายพันโบช็อง แต่เมื่อทั้งบาทหลวง และนายพันโบช็องมาถึงบางกอก นายพลเดฟาร์ฌ (General Desfarges) จึงเก็บทรัพย์สินทั้งหมดไว้เอง แต่พอถึงเวลาคืนทรัพย์สินของฟอลคอนแก่ออกญาโกษาธิบดีผู้แทนของไทย “ทรัพย์สินที่คงเหลือมีเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น”

และด้วยเหตุนี้ท้าวทองกีบม้าจึงมีสภาพสิ้นเนื้อประดาตัว นางต้องประสบเคราะห์กรรม และความทุกข์อย่างสาหัส ทั้งยังต้องทนทุกขเวทนากับกับคุมขัง ดังปรากฏในบันทึกของบาทหลวงเดอ แบซ ความว่า”…สุภาพสตรีผู้น่าสงสารผู้นั้น ถูกโยนเข้าไปขังไว้ในโรงม้าอันคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหม็น และยังสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ มากมายไม่มีข้าวของติดตัวไปเลย มีแต่ฟากสำหรับนอนเท่านั้น”

ขนม ท้าวทองกีบม้า

 

แต่ท่ามกลางความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี เพราะว่าผู้คุมที่เคยได้รับการอุปการะเอื้อเฟื้อจากนางได้ลักลอบให้ความสะดวกบางประการแก่นาง ในขณะที่ชาวต่างด้าวคนอื่นจะถูกกักขัง และทำโทษอย่างรุนแรง และต่อมาได้ถูกนำตัวไปเป็นคนใช้ในวัง แต่โชคร้ายของท้าวทองกีบม้ายังไม่หมดเท่านี้ เพราะว่าเมื่อหลวงสรศักดิ์ พระโอรสในสมเด็จพระเพทราชา พระเจ้าแผ่นดินใหม่ เขาหลงใหลพึงใจในรูปโฉมของนาง และยังมีพระประสงค์ที่จะนำนางไปเป็นภริยา มีการส่งคนมาเกลี้ยกล่อมพร้อมคำมั่นนานัปการ หวังเอาชนะใจนาง เมื่อไม่สมดั่งใจประสงค์ก็แปรเป็นความเกลียด และขู่อาฆาต ดังปรากฏในพงศาวดารว่า…

“ฝ่ายภรรยาฟอลคอน ได้ถูกรังแกข่มเหงต่าง ๆ นานา บุตรพระเพทราชาก็เกลียดนัก ด้วยบุตรพระเพทราชาได้ไปเกี้ยวภรรยาฟอลคอน แต่ทว่าภรรยาฟอลคอนไม่ยอม บุตรพระเพทราชาจึงเกลียดและขู่จะทำร้ายต่าง ๆ”

ตลอดเวลาที่ทุกข์ยากลำบากนี้ ท้าวทองกีบม้าพยายามหาทุกวิถีทางที่จะติดต่อกับชาวฝรั่งเศส เพื่อขอออกไปจากแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา นายพลเดฟาร์ฌที่ประจำการที่ป้อมวิไชยเยนทร์ที่บางกอก ก็ได้ให้สัญญากับนางว่าจะพาออกไปพ้นกรุงสยาม แต่นายพลเดฟาร์ฌได้บิดพลิ้วต่อนาง

นอกจากเขาปฏิเสธนางแล้ว ยังได้กักขังหน่วงเหนี่ยวนางในหอรบ และควบคุมอย่างเข้มงวด บาทหลวงเดอ แบซ ได้บันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “…เรายังได้ทราบต่อมาอีกถึงความทุกข์ทรมานที่ท้าวทองกีบม้าได้รับจากการถูกทอดทิ้งในคราวนั้น แม้กระทั่งน้ำก็ไม่มีให้ดื่ม”

และหลังจากนั้นประวัติของท้าวทองกีบม้าก็หายไปช่วงหนึ่ง และปรากฏอีกครั้งว่าท้าวทองกีบม้ากลับมายังกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง มีชาวฝรั่งเศสบันทึกถึงนางว่า… “มาดามกงสต็องส์ได้ออกจากบางกอกด้วยกิริยาองอาจ ดูสีหน้ารู้สึกว่ามิได้กลัวตายเท่าใดนัก แต่มีความดูถูกพวกฝรั่งเศสมากกว่า” แต่ขณะเดียวกันนั้น นายพลเดฟาร์ฌซึ่งเดินทางออกจากสยามหวังคืนสู่ฝรั่งเศสโดยที่เขาหอบสมบัติของนางไปด้วย ก็ยังได้ถึงแก่มรณกรรมที่แหลมกู๊ดโฮป ทั้งลูกน้องที่เหลือยังถูกชาวเนเธอร์แลนด์จับกุมเป็นเชลยที่นั่น ทรัพย์สินของฟอลคอนที่นางฝากมาก็พลอยถูกยึด และอันตรธานไปด้วย

นอกจากนี้แล้วหมอเองเงิลแบร์ท เคมพ์เฟอร์ (Engelbert Kaempfer) แพทย์ชาวเยอรมัน ยังได้กล่าวถึงนางกับบุตรอย่างไม่แน่ใจว่า “…เจ้าเด็กน้อยกับแม่คงเที่ยวขอทานเขากินมาจนทุกวันนี้ หามีใครกล้าเกี่ยวข้องด้วยไม่…”

การรับราชการและบั้นปลายชีวิต

ท้าว ทอง กีบ ม้า ชีวิต

เรื่องราวของท้าวทองกีบม้าปรากฏอีกครั้ง โดยเธอเขียนจดหมายส่งไปยังบิชอปฝรั่งเศสในประเทศจีนเมื่อปี พ.ศ. 2249 เพื่อขอให้บาทหลวงกราบทูลพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พร้อมบังคับให้รัฐบาลฝรั่งเศสส่งส่วนแบ่งรายได้ของบริษัทฝรั่งเศสที่สามีเคยเป็นผู้อำนวยการแก่นางบ้าง และพรรณนาความทุกข์ยากลำบากของนาง

และในบันทึกของเมอซีเยอโชมง ชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาในปี พ.ศ. 2262-2267 ได้ให้ข้อมูลว่าหลังสิ้นรัชกาลพระเจ้าเสือ ชีวิตของท้าวทองกีบม้าได้กลับมาดีขึ้นโดยลำดับ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระทรงโปรดเกล้าให้ท้าวทองกีบม้าเข้ามารับราชการฝ่ายใน โดยไว้วางพระราชหฤทัยให้นางดูแลเครื่องเงินเครื่องทองของหลวง และยังตั้งให้เป็นหัวหน้าเก็บพระภูษาฉลองพระองค์ และมีสตรีในบังคับบัญชากว่า 2,000 คน

ทั้งนี้ท้าวทองกีบม้ายังปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต คืน เงินสู่ท้องพระคลังปีละครั้งมาก ๆ ทุกปี จนเป็นที่โปรดปรานในองค์พระมหากษัตริย์ รวมทั้งจอร์จ บุตรชายของเธอที่ยังมีชีวิตอยู่ ด้วยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระทรงโปรดไว้ใกล้ชิดพระองค์ ดังปรากฏจากบันทึกของเมอซีเยอโชมง

และในปี พ.ศ. 2260 รัฐบาลฝรั่งเศส ได้มีมติอนุมัติให้ส่งเงินรายได้ที่เป็นของฟอลคอนแก่ท้าวทองกีบม้าตามที่นางขอร้องในจดหมายที่เคยส่งไปมาให้  และในที่สุดหลังพ้นจากวิบากกรรมอันเลวร้าย ท้าวทองกีบม้าก็ได้ใช้เวลาแห่งบั้นปลายชีวิตที่เหลือด้วยการปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัดโดยพำนักอยู่กับลูกสะใภ้ที่ชื่อ ลุยซา ปัสซัญญา (Louisa Passagna) ภริยาม่ายของคอนสแตนติน และได้ถึงแก่มรณกรรมในปี พ.ศ. 2265

 ขนมที่เชื่อว่าท้าวทองกีบม้าทำขึ้น

รูปท้าวทองกีบม้า

เมื่อครั้งที่ท้าวทองกีบม้า เข้ามารับราชการในห้องเครื่องต้น พร้อมกับกำกับเครื่องชาวพนักงานหวานในพระราชวัง ก็ได้สร้างสรรค์ขนมหวานหลายชนิด โดยท้าวทองกีบม้าดัดแปลงมาจากตำรับอาหารโปรตุเกสให้เป็นขนมหวานของไทย โดยผสมผสานความรู้ด้านการทำอาหารที่มีมาแต่เดิมมารวมเข้ากับวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น อีกทั้งยังสอนความรู้ดังกล่าวแก่เหล่าสตรีในบัญชา จนตำรับเป็นที่เผยแพร่โดยทั่วไปและตกทอดสู่อนุชนรุ่นหลัง ถือเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมโปรตุเกสที่แพร่เข้าสู่สังคมไทย

และด้วยเหตุนี้ท้าวทองกีบม้าจึงได้การยกย่องให้เป็น “ราชินีแห่งขนมไทย” โดยขนมที่เชื่อว่าท้าวทองกีบม้าได้ดัดแปลงเป็นขนมหวานของไทยนั้น มีดังต่อไปนี้

1.ทองม้วน                                                       2.ทองหยิบ

3.ทองหยอด                                                    4.ทองพลุ

5.ทองโปร่ง                                                      6.ฝอยทอง

7.กะหรี่ปั๊บ                                                        8. ขนมหม้อแกง

9.สังขยา                                                         10.ขนมผิง

11.สัมปันนี                                                       12. ขนมขิง

13.ขนมไข่เต่า                                                 14. ลูกชุบ

ใขณะที่เรโกะ ฮะดะ สตรีชาวญี่ปุ่นเชื้อสายโปรตุเกส ได้เขียนบทความที่ชื่อว่า Madame Marie Guimard Under the Ayudhya Dynasty of the Seventeenth Century ลงในวารสารสยามสมาคม พร้อมทั้งได้เสนอว่า ท้าวทองกีบม้าได้สูตรทำขนมดังกล่าวมาจากมารดาซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่น เพราะว่าก่อนหน้านี้ชาวโปรตุเกสได้เข้าไปในประเทศญี่ปุ่น และได้เผยแพร่การทำขนมโปรตุเกสแก่ชาวญี่ปุ่น ในปัจจุบันขนมญี่ปุ่นชนิดหนึ่งที่มาจากตำหรับโปรตุเกสมีลักษณะเหมือนฝอยทอง ยังคงทำอยู่ที่เคียวโตะ และคีวชูในปัจจุบัน

แต่ทว่าในทางตรงกันข้ามแล้ว ปรีดิ พิศภูมิวิถี อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กลับได้ออกมาคัดค้านเรื่องท้าวทองกีบม้าดัดแปลงให้เป็นขนมหวานของไทย โดยได้ให้เหตุผลว่า ขนมโปรตุเกสเหล่านี้ได้รับความแพร่หลายมาพร้อม ๆ กับกลุ่มชนเชื้อสายโปรตุเกสที่เข้ามาพำนักในกรุงศรีอยุธยามากว่า 150 ปี ก่อนที่ท้าวทองกีบม้าจะเกิดเสียอีก อีกทั้งยังไม่มีหลักฐานเพียงพอว่านางได้ผลิตขนมดังกล่าวจริง ดังนั้น ความคิดที่ว่าท้าวทองกีบม้าเป็นผู้ผลิตขนมหวานที่รับอิทธิพลโปรตุเกสได้เป็นคนแรกจึงเป็นเรื่องที่ผิด