พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เป็นนายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 2 ของไทย ดำงตำแหน่งในช่วงปี พ.ศ.2476 – 2481 และยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากถึง 5 สมัย พระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกที่มีบทบาททางการเมือง และเป็นคณะราษฎรฝ่ายทหารชั้นผู้ใหญ่ ของไทยอีกด้วย

พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) คือใคร?

พหลพลพยุหเสนา นามสกุล

พลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เดิมชื่อว่า “พจน์ พหลโยธิน” เขาเป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 2 เกิดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2430 เวลาประมาณ 03.30 น. ณ บ้านหน้าวัดราชบูรณะ จังหวัดพระนคร เขาเป็นบุตรของพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (กิ่ม พหลโยธิน) กับท่านผู้หญิงจับ พหลพลพยุหเสนา สมรสกับท่านผู้หญิงบุญหลง พหลพลพยุหเสนา

และพระยาพหลพลพยุหเสนาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 5 สมัย รวมระยะเวลา 5 ปี 5 เดือน 21 วัน และพระยาพหลพลพยุหเสนายังได้รับสมญานามว่า เชษฐบุรุษ ด้วย ถึงแก่อสัญกรรมด้วยเส้นโลหิตในสมองแตก เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 เวลาประมาณ 03.05 น. รวมอายุได้ 60 ปี

สำหรับพลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา มีพี่ชายที่รับราชการทหาร มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาพหลพยุหเสนา เช่นกัน ซึ่งก็คือ พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (นพ พหลโยธิน) ยศสูงสุดเป็น พลโท พระยาพหลโยธินรามินทรภักดี

บทบาททางการเมือง และชีวิต

ท่านผู้หญิงบุญหลง พหลพลพยุหเสนา

พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นหนึ่งในคณะราษฎรฝ่ายทหารชั้นผู้ใหญ่ และยังเป็น 1 ใน 4 ทหารเสือ (อีก 3 คน คือ  พระยาฤทธิอัคเนย์  พระยาทรงสุรเดช และพระประศาสน์พิทยายุทธ) ในระหว่างการประชุมวางแผนเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น พระยาพหล ฯ ยังได้เคยมีดำริถึงเรื่องนี้มาก่อน และเปรยว่า จะทำอย่างไรให้อำนาจการปกครองอยู่ในมือของคนทั่วไปจริง ๆ ไม่ใช่อยู่ในมือของชนชั้นปกครองเพียงแค่ไม่กี่คน และเมื่อคณะราษฎรทั้งหมดยกให้ท่านเป็นหัวหน้า ท่านก็รับ

และในเช้าวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระยาพหลพลพยุหเสนาได้สั่งเสียไว้กับภรรยา (ท่านผู้หญิงบุญหลง พหลพลพยุหเสนา) ว่าถ้าหากตนเองทำการมิสำเร็จ และต้องประสบภัยถึงแก่ชีวิตแล้ว ก็ขอให้คุณหญิงจงเป็นพยานแก่คนทั้งหลายว่า “การที่ตนเองคิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินในครั้งนี้ มิได้หมายจะช่วงชิงเอาราชบัลลังก์ หรือว่าคิดจะล้มราชบัลลังก์แต่อย่างใดเลย แต่ทว่าความมุ่งหมายจำกัดอยู่แต่เพียงว่า ให้องค์กษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ และให้มีสภาการปกครองแผ่นดิน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้น้อย และประชาราษฎรได้แสดงความคิดเห็นในราชการบ้านเมืองได้บ้าง”

และพระยาพหลพลพยุหเสนายังทิ้งท้าย อีกด้วยว่าฝากให้เลี้ยงลูกให้เป็นคนดีด้วย ก่อนออกจากบ้านไปพร้อมกับพระประศาสน์พิทยายุทธที่ขับรถมารับ และมุ่งหน้าไปยังตำบลนัดพบ คือ บริเวณทางรถไฟสายเหนือตัดกับถนนประดิพัทธ์ ในเวลาประมาณ 05.00 น. เพื่อสมทบกับกลุ่มของพระยาทรงสุรเดช พร้อมกับเหน็บปืนพกค้อลท์รีวอลเวอร์ที่เอว ซึ่งเป็นอาวุธข้างกาย ก่อนที่จะเดินทางไปที่กรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ (ม.1 รอ.) ที่แยกเกียกกาย เพื่อลวงเอากำลังทหาร และยุทโธปกรณ์ เพื่อใช้ในการปฏิวัติตามแผนของพระยาทรงสุรเดช ซึ่งที่คลังแสงอาวุธภายในกรมทหารม้าฯ นี้ พระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นผู้ใช้คีมตัดเหล็กที่ทางพระประศาสน์พิทยายุทธได้จัดหาไว้  ตัดโซ่ที่คล้องประตูคลังแสง เพื่องัดเอากระสุนและปืนออกมาใช้

 ประวัติโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา

และหลังจากนั้น ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อทหารทุกหน่วยมาพร้อมแล้ว ทางด้านของพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา จึงได้แสดงตนเป็นหัวหน้าผู้ก่อการ และอ่านประกาศฉบับแรกของคณะราษฏร ที่เขียนด้วยภาษาเยอรมัน แต่ทว่าได้อ่านออกมาเป็นภาษาไทย ซึ่งมีใจความว่า…

“การปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือ การปกครองแบบพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจด้วยพระองค์เอง ใครจะออกเสียง หรือว่าความเห็นคัดค้านอย่างใดมิได้ทั้งสิ้น ซึ่งการปกครองแบบนี้ได้ปล่อยให้อาณาประชาราษฎรต้องเผชิญโชคชะตาทางเศรษฐกิจ และการภาษีต่าง ๆ ไปตามลำพัง ไม่ได้คิดหาทางแก้ไขบูรณะบ้านเมืองให้ดีขึ้น ซึ่งจะปล่อยให้บ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวาย และเป็นไปตามยถากรรมนั้นเป็นการไม่พึงบังควรยิ่ง เราจำเป็นต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้พระมหากษัตริย์ทรงสถิตอยู่ใต้กฎหมาย”

และเมื่อพระยาพหลพลพยุหเสนาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นคนที่ 2 ของประเทศ แทนที่พระยามโนปกรณนิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) ซึ่งถูกรัฐประหารไปเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 จากการทำหน้าที่ของท่านไม่ราบรื่น เนื่องด้วยประสบกับปัญหาหลายด้าน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง รวมทั้งภาวะสงคราม ที่กำลังจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ขึ้น

เหรียญพระยาพหลพลพยุหเสนา

ซึ่งนั่นก็มีส่วนทำให้ท่านต้องดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีติดต่อกันถึง 3 สมัย และหลังจากนั้นก็ลงจากตำแหน่ง แล้วเข้ามาเป็นรัฐมนตรีอีก 2 กระทรวง ซึ่งก็คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในปี พ.ศ. 2477 รัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในปี พ.ศ. 2478

และจากนั้นเมื่อมีเหตุการณ์ให้พระยาพหลพลพยุหเสนาต้องผันผวนทางการเมือง พระยาพหลพลพยุหเสนาก็กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นสมัยที่ 4 โดยนั่งควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการ ก่อนจะเข้าดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 5 วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2480 และพระยาพหลพลพยุหเสนาลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2481 และยุติบทบาททางการเมือง ซึ่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อมา ก็คือ หลวงพิบูลสงคราม (แปลก พิบูลสงคราม) นายทหารรุ่นน้องที่ท่านรัก และไว้ใจนั่นเอง

นอกจากนี้พระยาพหลพลพยุหเสนา ยังได้รับพระราชทานวังปารุสกวัน จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อให้เป็นที่พำนัก แม้ถึงตอนที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ท่านได้ใช้ที่นี่เป็นที่พำนักพักอาศัยตราบจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

ทั้งนี้พระยาพหลพลพยุหเสนา ยังมีคติประจำใจว่า “ชาติเสือต้องไว้ลาย ชาติชาย ต้องไว้ชื่อ” ชีวิตของท่านไม่มีทรัพย์สินเงินทองมากมายเลย เพราะถึงแม้ว่าท่านจะผ่านตำแหน่งสำคัญ ๆ มามากก็ตาม ต่อมาในปี พ.ศ. 2487 ระหว่างปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ในรัฐบาลพันตรีควง อภัยวงศ์ ที่ขึ้นมาแทนที่รัฐบาลของจอมพลแปลก ที่ได้ลาออกไปก่อนหน้านั้น เมื่อรัฐบาลมีมติปลด จอมพลแปลก ออกจากตำแหน่งของแม่ทัพใหญ่ (ปัจจุบันคือ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด) ก็ได้ขอให้ท่านรับตำแหน่งนี้เอาไว้ ทั้งที่พระยาพหลพลพยุหเสนาได้ประกาศไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีกแล้ว ประกอบกับร่างกายที่เป็นอัมพาตจากอาการเส้นโลหิตในสมองแตก แต่ทว่าท้ายที่สุดท่านก็รับไว้ในที่สุด แม้ว่าจะให้เป็นท่านเป็นแม่ทัพกล้วยปิ้ง หรืออย่างไร

พันตำรวจโท พรหมมหัชชัย พหลพลพยุหเสนา

อีกทั้ง ในระหว่างการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพันตรีควง ในช่วงนี้ ถือว่าเป็นที่หวาดวิตกว่า อาจมีรัฐประหาร ด้วยกำลังทหารจากจังหวัดลพบุรี ที่ยังให้การสนับสนุนจอมพลแปลกอยู่นั่นเอง และเพื่อยุติภาวะอันนี้ พันตรีควง จึงตัดสินใจเดินทางไปพบจอมพลแปลกด้วยตัวเองถึงที่บ้านพักส่วนตัว ภายในศูนย์การทหารปืนใหญ่ จังหวัดลพบุรี

และหลังจากเจรจากันแล้ว จอมพลแปลกก็ได้ยืนยันว่า ไม่มีความคิดเช่นนั้นเลย อีกทั้งจอมพลแปลกยังมีความรักใคร่ พันตรีควง เสมือนเป็นน้องชายตนเอง ในการครั้งนี้ ด้วยความเป็นห่วงพันตรีควง พระยาพหลพลพยุหเสนาได้โทรศัพท์ไปสอบถามถึงบ้านพักของพันตรีควงถึง 2 ครั้ง และเมื่อไม่ได้ความ พระยาพหลพลพยุหเสนาก็เดินทางออกจากวังปารุสกวันไปที่หลักสี่เพื่อรอคอยการกลับมาของพันตรีควงด้วยตนเอง ทั้งที่สภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย

อย่างไรก็ตามพระยาพหลพลพยุหเสนา ล้มป่วยลงด้วยโรคอัมพาตเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2488 เนื่องจากเส้นเลือดในสมองแตก แต่ทว่าด้วยความสามารถของนายแพทย์ และด้วยกำลังใจอันเข้มแข็ง ท่านได้ต่อสู้โรคร้ายมาตลอดเวลา 2 ปีเศษ จนเมื่อเวลา 21.40 น. ของคืนวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2490 ท่านก็เกิดอาการหายใจลึก และสะท้อน ชีพจรอ่อน พูดไม่ได้ มีเสมหะในลำคอมาก ม่านตาไม่ขยาย และอาการทรุดลงตามลำดับ จนถึงเวลาประมาณ 3.05 น. ของวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 ก็ได้ถึงแก่อสัญกรรม ด้วยวัย 60 ปี

ทั้งนี้ทางด้านของนายแพทย์พร้อมกันลงความเห็นว่าเส้นโลหิตในสมองได้แตกอีกเป็นครั้งที่ 2 จึงเป็นเหตุให้ถึงแก่อสัญกรรม ในงานศพของท่านทางครอบครัวไม่มีเงินเพียงพอที่จะจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ จนทางรัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ต้องเข้ามารับอุปถัมภ์ ช่วยเลือในเรื่องของจัดการงานพระราชทานเพลิงให้ท่านแทน โดยศพของพระยาพหลฯได้ถูกอังเชิญไปประดิษฐาน ณ วังปารุสกวัน และพระราชทานเพลิงศพที่วัดเบญจมบพิตร เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2490 ซึ่งเป็นวัดที่ท่านอยู่จำศีลภาวนาเมื่อคราวอุปสมบทนั่นเอง

อนุสรณ์

นามสกุล พหลโยธิน

หลังการอสัญกรรม ของพระยาพหลพลพยุหเสนาได้มีการเปลี่ยนชื่อถนนตามนามสกุลของท่าน คือ ถนนพหลโยธิน และมีการสร้างโรงพยาบาล และใช้ชื่อเป็นการระลึกถึงท่าน ซึ่งก็คือ โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา ที่จังหวัดกาญจนบุรีซึ่งจังหวัดกาญจนบุรี

นอกจากนี้ยังมีสะพานพหลพลพยุหเสนา ในเทศบาลเมืองกาญจนบุรี และในปัจจุบัน ได้มีการสร้างพิพิธภัณฑ์พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา อยู่ภายในศูนย์การทหารปืนใหญ่ ค่ายพหลโยธิน หมู่ที่ 7 ตำบลเขาพระงาม อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ซึ่งสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่พำนักของท่านมาก่อนในขณะเป็นผู้บังคับบัญชา ภายในรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ รูปปั้น ชุดเครื่องแบบ ตลอดจนรูปถ่ายขแงพระยาพหลพลพยุหเสนา จดหมายลายมือของท่าน และบัตรประจำตัว เพื่อเป็นแหล่งศึกษาชีวประวัติ และเชิดชูเกียรติของท่าน ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของจังหวัด