กบฏพระยาทรงสุรเดช (กบฏ 18 ศพ, กบฏ พ.ศ. 2481) เป็นเหตุการณ์กบฏอีกครั้งหนึ่งในประเทศไทย หลังจากการเปลี่ยนแปลงปกครอง พ.ศ. 2475 สำหรับเหตุการณ์นี้นับว่าเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ประเทศไทย และประวัติศาสตร์ไทยต้องจารึก ซึ่งการก่อกบฏของพระยาทรงสุรเดช เป็นเรื่องที่น่าจดจำเป็นอย่างมาก

ที่มาของ กบฏพระยาทรงสุรเดช

กบฏพระยาทรงสุรเดช

กบฏพระยาทรงสุรเดช นับว่าเป็นเหตุการณ์การกล่าวหาว่ามีการกบฏต่อรัฐบาล พันเอก หลวงพิบูลสงคราม หลังจากที่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงปลายปี พ.ศ. 2481 ในช่วงเวลานั้น และก่อนหน้านั้นไม่นานมีการพยายามลอบสังหารเอาชีวิต หลวงพิบูลสงคราม มากถึง 3 ครั้ง ติดต่อกัน (ลอบยิง 2 ครั้ง, วางยาพิษ 1 ครั้ง)

และหลังจากนั้นไม่นานรัฐบาลโดยกรมตำรวจ ได้มีการจับกุมหลายบุคคลในข้อหากบฏ รวมถึงแม้กระทั่งเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง ก็ถูกกล่าวหาด้วยเช่นกัน ซึ่งหนึ่งนั้นก็คือ พันเอก พระยาทรงสุรเดช 1 ใน 4 ทหารเสือ ผู้ที่กระทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ทั้งหมดได้ถูกฟ้อง และพิพากษาด้วยศาลพิเศษ ที่รัฐบาลเป็นผู้ตั้งขึ้น

โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นไม่มีทนายเป็นผู้แก้ต่างให้ ที่สุดแม้จะมีการปล่อยตัวหลายบุคคล แต่ทว่าหลายคนก็ถูกจองจำคุก และที่สุดมีการประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าทั้งหมด 18 คน ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2482

สาเหตุขงการก่อกบฏ

กบฏพระยาทรงสุรเดช1

กบฏพระยาทรงสุรเดช เป็นเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2481 อันเนื่องจากความขัดแย้งระหว่างตัวของ หลวงพิบูลสงคราม กับพระยาทรงสุรเดช ซึ่งก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 การสนับสนุนพระยามโนปกรณ์นิติธาดา กรณีกบฏบวรเดช

และเหตุการณ์พยายามลอบสังหารหลวงพิบูลสงครามติดต่อกันหลายครั้งก่อนหน้านั้น  ครั้งแรกเกิดขึ้นที่ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2477 โดย นายพุ่ม ทับสายทอง ในขณะที่เป็นประธานพิธีการแข่งขันฟุตบอลนัดพิเศษ

การลอบสังหารครั้งที่ 2 ที่บ้านพักของตนเอง ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 โดย นายลี บุญตา คนรับใช้ที่สนิท ขณะที่หลวงพิบูลสงครามกำลังจะแต่งกายไปร่วมงานเลี้ยง และวางยาพิษ 1 ครั้ง เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ปีเดียวกัน ในขณะรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับครอบครัว

จุดเริ่มต้นเหตุการณ์

กบฏพระยาทรงสุรเดช 2

เมื่อหลวงพิบูลสงคราม ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี สืบต่อจากพระยาพหลพลพยุหเสนา เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2481 ฝ่ายพระยาทรงสุรเดช ในขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการโรงเรียนรบ จังหวัดเชียงใหม่ ได้นำนักศึกษาไปฝึกภาคสนามที่จังหวัดราชบุรี และยังได้ถูกคำสั่งให้พ้นจากราชการโดยไม่มีเบี้ยหวัดบำนาญ และบังคับให้เดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งก็คือเขมรโดยทันที พร้อมด้วยร้อยเอกสำรวจ กาญจนสิทธิ์ ท.ส. ประจำตัว

นอกจากนี้ได้มีการกวาดล้างโดย หลวงอดุลเดชจรัส อธิบดีกรมตำรวจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จับตายนายทหารคนสนิทของพระยาทรงสุรเดช 3 คน จับกุมผู้ที่ต้องสงสัย จำนวน 51 คน เมื่อเวลาเช้ามืดของวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2481 ประกอบด้วย

*หมายเหตุ* การวางยาพิษพันเอก หลวงพิบูลสงคราม ในขณะกำลังรับประทานอาหารร่วมกับครอบครัว และคนสนิท ในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2481 แต่ทว่าได้รอดชีวิตมาได้ หลังจากที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลเสนารักษ์หลวงพิบูลสงครามจึงรอดมาได้

การลงโทษ

กบฏพระยาทรงสุรเดช3

นักโทษการเมืองทั้งหมดถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำบางขวาง โดยนักโทษประหารชีวิต ถูกทยอยนำตัวออกมาประหารด้วยการยิงเป้าวันละ 4 คน ในเวลาเช้ามืด ในช่วงระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน ถึงวันที่3 ธันวาคม พ.ศ. 2482 จนครบจำนวน 18 คน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ กบฏ 18 ศพ จนถึงทุกวันนี้

แต่ทว่านั่นก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าผู้ถูกลงโทษทั้งหมด มีผู้ใดกระทำผิดจริงหรือไม่ เพราะว่านักโทษทั้งหมดนั้นถูกตัดสินโดยศาลพิเศษ ที่บรรดาผู้พิพากษาคือผู้ที่รัฐบาลแต่งตั้ง และไม่มีทนายจำเลยตามหลักยุติธรรม กบฏพระยาทรงสุรเดช คือการกบฏที่รัฐบาลประกาศว่าเป็นทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีเหตุการณ์ร้ายแรงอะไร

และนอกจากเหตุการณ์ที่เกิดกับหลวงพิบูลสงคราม 3 ครั้งดังกล่าวข้างต้น จึงมีความชัดเจนว่าอุบัติการนี้สร้างขึ้นเพื่อหาเรื่องกำจัดบุคคลที่หลวงพิบูลสงครามเห็นว่าน่าจะเป็นศัตรูของตนเท่านั้น นอกจากนี้นักโทษการเมืองที่เหลือได้รับอภัยโทษ เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2487 เมื่อนายควง อภัยวงศ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อจากหลวงพิบูลสงครามที่หมดอำนาจลงก่อนจะสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่วนพระยาทรงสุรเดช ก็ถึงแก่กรรมอย่างยากไร้ในเขมร ก่อนหน้านั้นไม่นาน

การสร้างเป็นภาพยนตร์

กบฏพระยาทรงสุรเดช 4

จากเหตุการณ์ของกบฏครั้งนี้ และการลงโทษประหารชีวิต ได้มีความคิดที่จะนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ เมื่อ พ.ศ. 2531 ในชื่อเรื่อง “2482 นักโทษประหาร” ซึ่งภาพยนตร์ถูกำกับโดย ยุทธนา มุกดาสนิท โดยมีการวางตัวนักแสดงไว้แล้วมากมาย ได้แก่

1.ฉัตรชัย เปล่งพานิช (หลวงพิบูลสงคราม)

2.สปัน เสลาคุณ (คุณหญิงละเอียด พิบูลย์สงคราม)

3.ศรัณยู วงศ์กระจ่าง (ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน์)

4.สันติสุข พรหมศิริ (ร.ท.ณเณร ตาละลักษณ์ )

5.นพพล โกมารชุน (หลวงวิจิตรวาทการ)

6.เกรียงไกร อุณหะนันทน์ (พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา)

7.สหัสชัย ชุมรุม (หลวงอดุลเดชจรัส)

8.ส.อาสนจินดา (พระยาเทพหัสดิน)

9.ตฤณ เศรษฐโชค (ร.ท.เผ่าพงศ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา)

10.จรัล มโนเพชร (ร.ท.แสง วัณณะศิริ)

11.สินจัย หงส์ไทย

12.จินตหรา สุขพัฒน์

13.ขจรศักดิ์ รัตนนิสสัย

14.ศักราช ฤกษ์ธำรง

15.วัชระ สิทธิกุล

*หมายเหตุ*การสร้างภาพยนตร์ที่กล่าวไปแล้วนั้นเป็นเพียงการวางแผนที่จะสร่างแต่ทางด้านของผู้กำกับไม่ได้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้แต่อย่างใด