พระมหากษัตริย์ไทย เป็นประมุขของประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและปกครองประเทศด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และระบอบประชาธิปไตย เพราะถึงแม้ว่าพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์จะลดลงหลังจากการปฏิวัติเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 และยังถูกจำกัดโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

พระมหากษัตริย์ไทย 10

ในปัจจุบันนี้สถาบันพระมหากษัตริย์ก็ยังคงได้รับความเคารพนับถือจากประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 กับทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับว่า พระมหากษัตริย์ “ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” นอกจากนั้น พระมหากษัตริย์ยังทรงได้รับความคุ้มครองด้วยกฎหมายอาญา ทำให้การวิพากษ์วิจารณ์พระองค์เป็นความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์

พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาล ซึ่งทรงเป็นจอมทัพไทย พุทธมามกะ และอัครศาสนูปถัมภก และมีพระราชอำนาจสถาปนา และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์กับฐานันดรศักดิ์ พระราชทานอภัยโทษ ประกาศสงคราม และการสงบศึก รวมตลอดถึงพระราชอำนาจอื่น ๆ ที่พระองค์จะทรงใช้ได้ก็แต่โดยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ ยกเว้นก็แต่พระราชอำนาจบางประการที่ทรงใช้ได้ตามพระราชอัธยาศัย หรือคือ ตั้งและถอดองคมนตรีกับบรรดาข้าราชการในพระองค์

นอกจากนี้พระมหากษัตริย์ไทยแห่งราชวงศ์จักรี และเป็นประมุขราชวงศ์จักรี มีที่ประทับอย่างเป็นทางการคือพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร

ซึ่งพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน คือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โดยพระองค์ทรงรับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559 แต่ทว่าในทางนิตินัยถือว่าพระองค์เสด็จขึ้นทรงราชย์ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559

พระองค์ทรงเป็นรัชทายาทของพระมหากษัตริย์ไทยมีตำแหน่งเรียกว่าสยามมกุฎราชกุมาร การสืบมรดกของพระมหากษัตริย์ถือว่าเป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 โดยกฎมณเฑียรบาลมีลักษณะเป็นการโอนจากบิดาสู่บุตรตามหลักบุตรคนหัวปี เฉพาะที่เป็นชาย แต่ทว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรฉบับปัจจุบันได้เปิดให้เสนอพระนามพระราชธิดาขึ้นสืบราชบัลลังก์ได้ แต่ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงตั้งรัชทายาทไว้

ประวัติ พระมหากษัตริย์ไทย

ประวัติพระมหากษัตริย์ไทย 9 พระองค์

สำหรับรูปแบบการปกครองแบบราชาธิปไตยของประเทศไทยเราได้พัฒนาขึ้นมาตลอด 800 ปี ภายใต้การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ทรงรวบรวมดินแดนจนเป็นปึกแผ่น จนกลายมาเป็นอาณาจักรสุโขทัย โดยมีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นปฐมกษัตริย์ โดยแนวคิดการปกครองแบบราชาธิปไตยสมัยแรกเริ่มตั้งอยู่บนพื้นฐานของศาสนาฮินดู (รับเข้ามาจากจักรวรรดิขะแมร์) ซึ่งเป็นการถือว่าวรรณะกษัตริย์มีอำนาจทางทหาร และหลักความเชื่อแบบเถรวาท ที่ถือพระมหากษัตริย์เป็น “ธรรมราชา” หลังจากที่พระพุทธศาสนาเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยในราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 อันเป็นแนวคิดที่ว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ควรจะปกครองประชาชนโดยธรรม

และในช่วงของสมัยกรุงสุโขทัย ก็ได้มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก พระมหากษัตริย์จะมีพระนามขึ้นต้นว่า “พ่อขุน” โดยมีความใกล้ชิดระหว่างกษัตริย์ กับประชาชนมาก และหลังจากสมัยรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้ว พระมหากษัตริย์สุโขทัยก็มีพระนามขึ้นต้นว่า “พญา” เพื่อเป็นการยกฐานะกษัตริย์ให้สูงขึ้น และต่อมาในช่วงของรัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ 1 พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์เฟื่องฟูมาก จึงได้มีแนวคิดธรรมราชาตามคติพุทธขึ้นมา ซึ่งนั่นก็มีส่วนทำให้พระนามขึ้นต้นของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลพญาลิไทเรียกว่า “พระมหาธรรมราชา”

และตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้มีการเรียกพระมหากษัตริย์ว่าพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา แต่พอมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเรียกว่าพระเจ้ากรุงสยาม สถานะของพระมหากษัตริย์ในยุคนี้จึงได้รับคติ “เทวราชา” จากศาสนาฮินดู ซึ่งกล่าวคือพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเทพเจ้าอวตารมาเพื่อปกครองเหล่ามวลมนุษย์ ดังเห็นได้จากการใช้คำนำหน้าพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้า”

การเปลี่ยนแปลง

กษัตริย์สุโขทัย 9 พระองค์ ราชวงศ์พระร่วง

ใช่วงนเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2475 กลุ่มนักศึกษาที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก และนายทหารเรียก “ผู้ก่อการ” ได้ทำการปฏิวัติยึดอำนาจ และเรียกร้องให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ชาวสยาม และต่อมาในเดือนธันวาคมปีนั้นพระองค์จึงพระราชทานรัฐธรรมนูญเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองมาสู่ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และหลังจากการเปลี่ยนแปลงบทบาทของพระมหากษัตริย์ก็เหลือเพียงประมุขแห่งรัฐเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น โดยพระองค์ทรงใช้พระราชอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ผ่านรัฐสภา นายกรัฐมนตรี และศาล

ต่อมาในปี พ.ศ. 2478 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวสละราชสมบัติ หลังจากที่ทรงไม่ลงรอยกับรัฐบาลที่เป็นอำนาจนิยมมากขึ้น โดยพระองค์ทรงประทับในสหราชอาณาจักรจนสวรรคต ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรทรงสืบราชสันตติวงศ์ ในขณะนั้นพระองค์ทรงมีพระชนมายุ 10 พรรษา และขณะนั้นก็เสด็จอยู่ต่างประเทศในประเทศสวิตเซอร์แลนด้วยเหตุกนี้ จึงมีการแต่งตั้งสภาผู้สำเร็จราชการแทน

และในช่วงนั้น บทบาท และพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ถูกยึดครองโดยรัฐบาลฟาสซิสต์จอมพลแปลก พิบูลสงคราม ผู้นำสยามที่เข้ากับฝ่ายอักษะระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และเมื่อสงครามยุติ จอมพลแปลกก็ถูกถอดออก และพระมหากษัตริย์เสด็จนิวัติประเทศ ในระหว่างสงคราม พระญาติหลายพระองค์ของพระมหากษัตริย์ที่เป็นสมาชิกขบวนการเสรีไทย ซึ่งต่อต้านการยึดครองของต่างชาติระหว่างสงคราม และได้ร่วมกันกู้ฐานะของประเทศไทยหลังสงคราม

ซึ่งหลังพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2489 ต่อมาสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งในขณะนั้นพระองค์ทรงพระชนมายุ 19 พรรษา จึงกลายเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลถัดมา โดยพระองค์มีปฐมบรมราชโองการ ดังนี้ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

 พระมหากษัตริย์ สมัยธนบุรี

ต่อมาในปี พ.ศ. 2543 บทบาทของพระมหากษัตริย์ไทยถูกนักวิชาการ สื่อ ผู้สังเกตการณ์ และนักประเพณีนิยมคัดค้านเพิ่มขึ้น และเมื่อผู้สนใจนิยมประชาธิปไตยที่ได้มีการศึกษาเริ่มแสดงออกซึ่งสิทธิคำพูดของเขา โดยหลายคนถือว่าชุดกฎหมาย และมาตรการเกี่ยวข้องกับความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ในประเทศไทย ซึ่งได้มุ่งคุ้มครองพระมหากษัตริย์และราชวงศ์เป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพการแสดงออก

นอกจากนี้ยังได้มีการจับกุม การสืบสวนอาญา และจำคุกหลายครั้ง โดยอาศัยกฎหมายเหล่านี้ ในปี พ.ศ. 2548 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า สามารถวิจารณ์พระองค์ได้หากสร้างสรรค์ และไม่มีแรงจูงใจทางการเมือง

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ทางด้านของกรมราชเลขานุการในพระองค์ และสภาองคมนตรีไทยสนับสนุนภาระหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ โดยได้ปรึกษากับนายกรัฐมนตรี พระราชวัง และพระราชทรัพย์ของพระมหากษัตริย์มีสำนักพระราชวังและมีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้จัดการตามลำดับ สำหรับหน่วยงานเหล่านี้ไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลไทย และพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งพนักงานทั้งหมด

เรียกได้ว่าแผ่นดินไทยของเรานั้น เป็นแผ่นดินที่มีพระมหากษัตริย์ปกครองมิเคยว่างเว้น และคนไทยก็เป็นคนที่โชคดีที่สุด เพราะว่าพระมหากษัตริย์ที่ทรงรักและห่วงใยประชาชน และยังทรงครองแผ่นดินโดยธรรม จนทำให้ทุกวันนี้แผ่นดินไทย และคนไทยทุกคนอยู่ดี มีสุขตลอดมา