สงครามปราบฮ่อ เป็นอีกหนึ่งสงครามที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ ปีรัตนโกสินทร์ศก 84 ถึง 109 การทำสงครามในครั้งนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความยิ่งใหญ่ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทำให้คนทั้งโลกรู้ว่ากองทัพไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก

สาเหตุของ สงครามปราบฮ่อ

สงครามปราบฮ่อ

เมื่อปี พ.ศ. 2394 ฮ่อ หรือว่ากองกำลังชาวจีน ที่ต่อต้านราชวงศ์แมนจู ได้ก่อการกบฏ โดยการเรียกกลุ่มตัวเองว่า “กบฏไท่ผิงเทียนกั๋ว” การก่อตั้งกลุ่มในครั้งนี้เพื่อเป็นการปลดปล่อยตนเองออกจากการปกครองของราชวงศ์แมนจู ที่ตั้งตนเป็นใหญ่ยึดครองประเทศจีนอยู่ในขณะนั้น จนเกิดการรบพุ่งกันเป็นการใหญ่

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2405 พวกไท้ผิงก็ต้องพ่ายแพ้ต้องหลบหนีไปซุ่มซ่อนตัวตามป่าเขาในเขตมณฑลต่าง ๆ ของจีน ไม่ว่าจะเป็นมณฑลยูนนาน ฝูเจี้ยน กวางไส กวางตุ้ง เสฉวน และผู้คนส่วนหนึ่งหลบหนีมายังตังเกี๋ย ทางตังเกี๋ย จึงดำเนินการปราบปรามทำให้พวกฮ่อต้องหนีมาอยู่ที่เมืองซันเทียน

ในพ.ศ. 2408 ในสมัยรัชกาลที่ 4 .oขณะนั้นพวกฮ่อภายใต้การนำของ “ปวงนันชี” ใช้ธงสีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ ได้ซ่องสุมกำลังอยู่ที่ทุ่งไหหิน และยังได้ประพฤติตนเป็นโจร เที่ยวออกปล้นบ้านเมืองในดินแดนสิบสองจุไท และเมืองพวน และในขณะนั้นถือเป็นอาณาเขตของฝ่ายไทย

การปราบปราม “ฮ่อ”

สาเหตุของ สงครามปราบฮ่อ

ครั้งแรก เริ่มต้นขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 พวกฮ่อภายใต้การนำของ “ปวงนันชี” ที่ได้ซ่องสุมกำลังที่หลวงพระบาง ทุ่งไหหินอยู่ในเมืองโพนสะหวัน แขวงเชียงขวาง โดยคนกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มโจรปล้นบ้านเมืองในดินแดนสิบสองจุไท และเมืองพวน และในขณะนั้นถือเป็นอาณาเขตของฝ่ายไทย

ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นใน ปี พ.ศ. 2417 กองกำลังฮ่อได้เตรียมกำลังออกเป็น 2 ทัพ ดังนี้

ทัพที่ 1 จะเดินทัพลงมาที่เมืองเวียงจันทร์ และจะบุกเข้าตีเมืองหนองค่าย(ชื่อเดิมของหนองคาย)

ทัพที่ 2 จะเดินทัพไปทางหัวเมืองพันห้าทั้งหก จากนั้นจะบุกเข้าตีเมืองหลวงพระบาง

ต่อมาในปีพ.ศ. 2418 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบข่าวศึกฮ่อ พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยามหาอำมาตย์ (ชื่น กัลยาณมิตร) จัดส่งกองทัพจากกรุงเทพฯ เพื่อไปปราบฮ่อที่ได้ยกกำลังล่วงล้ำเข้ามาจนถึงเมืองเวียงจันทน์

ครั้งที่ 3 ในปี พ.ศ. 2426 ได้พบบันทึก ของการสร้างพระกริ่งปวเรศ รุ่น 1 ครั้งที่ 5 ในปี พ.ศ. 2426 ที่เรียกว่า “กริ่งปราบฮ่อ ร.5” สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ไม่ได้เป็นผู้ออกแบบ ในครั้งนี้ช่างสิบหมู่ และโหรหลวงเป็นผู้ออกแบบ

ต่อมาในปี พ.ศ.2426 กองกำลังทหารของไทยได้รับมอบพระกริ่งปวเรศ รุ่น 1 พ.ศ. 2426 เพื่อความสวัสดี โดยมีชัยปราศจากโรคภัย และกำจัดปัดเป่าอัปมงคล อันตราย ภัยพิบัติต่างๆ ให้กับกองทหารไทยที่ไปทำศึกสงครามปราบฮ่อ ในปี พ.ศ. 2426

นอกจากนี้ พวกฮ่อยังได้ยกมารุกรานเมืองหลวงพระบางอีก พระองค์ทรงโปรดให้พระยาพิชัย (มิ่ง) พระยาสุโขทัย (ครุธ) คุมกำลังพลไปช่วยก่อน แล้วโปรดให้พระยาราชวรานุกูล (เอก บุญยรัตนพันธุ์) เป็นแม่ทัพยกตามไป

เมื่อฮ่อได้ข่าวต่างก็ถอยหนีไปปักหลักสู้ที่ค่ายทุ่งเชียงคำ และในบริเวณนั้นมีแนวกอไผ่แน่นหนาเป็นป้อมปราการ ฝ่ายไทยตามไปถึง ต่างก็ยิงปืนใหญ่เข้าใส่ แต่กระสุนติดกอไผ่ ทำอะไรพวกฮ่อไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ พระยาราชวรานุกูล ขัดใจยกกำลังบุกเข้าไปถูกฮ่อยิงด้วยปืนใหญ่เข้าที่ขาจนได้รับบาดเจ็บสาหัส รุกคืบหน้าไม่ได้ แต่ก็ได้แต่ล้อมค่ายเอาไว้สองเดือน

หลังจากนั้นฝ่ายฮ่อเริ่มอดอาหารบาดเจ็บล้มตาย แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ การปราบปรามฮ่อของไทยจึงดำเนินการอยู่จนถึง ปี พ.ศ. 2428 จึงได้ถอนกำลังจากทุ่งเชียงคำ แล้วเดินทางกลับมายังเมืองหนองคาย เนื่องจากขาดเสบียงอาหาร และแม่ทัพในครั้งนี้ คือ “พระยาราชวรากูล” ถูกฮ่อยิงบาดเจ็บ

ครั้งที่ 4 เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2428 ร.5 โปรดเกล้าฯ ให้กรมทหารที่ได้รับการฝึกหัดตามแบบยุโรปขึ้นไปปราบฮ่อ โดยครั้งจัดเป็นสองกองทัพ คือกองทัพฝ่ายใต้ และกองทัพฝ่ายเหนือ

ซึ่งกองทัพฝ่ายใต้มี “นายพันเอก พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม” เป็นแม่ทัพในการยกทัพไปปราบฮ่อในแคว้นเมืองพวน และยังได้ตั้งกองบัญชาการกองทัพอยู่ที่เมืองหนองคาย จากนั้นแล้วให้พระอมรวิไสยสรเดช (โต บุนนาค) ยกทัพหน้าไปตีค่ายฮ่อที่ทุ่งเชียงคำ จากการบุกไปปราบฮ่อในครั้งนี้ พวกฮ่อได้หนีไปในเขตญวน กองทัพไทยจึงรื้อค่ายฮ่อที่ทุ่งเชียงคำเสีย

สงครามปราบฮ่อ ย่อ

นอกจากนี้ทางด้านของ กองทัพฝ่ายเหนือยังมีนายพันเอก เจ้าหมื่นไวยวรนาถ (เจิม แสง-ชูโต) เป็นแม่ทัพในการยกกำลังไปปราบฮ่อในแคว้นหัวพันห้าทั้งหก และยังยกกำลังออกจากกรุงเทพฯ พร้อมอาวุธแบบใหม่ และนอกจากช้าง ม้า โค ลาต่าง และฬ่อ ก็ยังมีลูกแตก หรือลูกระเบิด และปืนกลที่สะดวกในการขนย้ายมากกว่าปืนใหญ่

โดยทุกคนจะไปชุมนุมทัพที่เมืองพิชัยแล้วเดินทัพต่อไปยังเมืองน่าน จากนั้นจึงยกกำลังไปถึงเมืองหลวงพระบาง จากนั้นได้เคลื่อนกำลังเข้าสู่แคว้นหัวพันห้าทั้งหก เมื่อเข้าปราบฮ่อในแคว้นนี้ได้แล้วจึงได้ยกกำลังไปปราบฮ่อในแคว้นสิบสองจุไท

ต่อมาในปี พ.ศ. 2429 สามารถปราบฮ่อได้ราบคาบแล้วจึงยกกำลังกลับถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2430

ผลของการปราบฮ่อ

ผลของการปราบฮ่อ

ในปี พ.ศ. 2420 พระปทุมเทวาภิบาล (เคน) เจ้าเมืองหนองคาย เกิดศึกฮ่อขึ้นโดยพวกฮ่อยกกองทัพเข้าตีเมือง เวียงจันทน์ในประเทศลาว จากนั้นได้ตั้งกองบัญชาการอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์ และได้มีการตระเตรียมเสบียงอาหารไว้เพื่อโจมตี เมืองรายทางต่างๆ เรื่อยมาจนถึงเมืองหนองคาย

และในขณะนั้นพระปทุมเทวาภิบาล (เคน) เจ้าเมืองหนองคายไม่อยู่ จึงได้มอบให้ท้าวจันทร์ศรีสุราชรักษาเมืองแทน และพอได้รับข่าวศึก ก็มิได้มีการตระเตรียมกองทัพไว้สู้ศึก ซึ่งนั่นก็ทำให้ราษฎรพากันอพยพครอบครัวหนีออกจากเมือง และนั่นก็ทำให้พวกฮ่อยกกองทัพเข้าเมืองหนองคายส่วนท้าวจันทน์ศรีสุราชได้พาครอบครัวหนีไปอยู่บ้านสามพร้าว จังหวัดอุดรธานี

และทางด้านของพระยา พิไสยสรเดช (หนู) เจ้าเมืองโพนพิสัยพร้อมด้วยกรมการเมืองก็พาราษฎรหนีออกจากเมืองไปเช่นเดียวกัน

และเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ ทรงทราบข่าวศึกฮ่อยกกองทัพเข้ามาโจมตีเมืองหนองคาย พระองค์จึงมีพระบรมราชโองการ ให้พระยามหาอำมาตย์ไปปราบฮ่อที่เมืองอุบลราชธานีอยู่แล้ว จึงสั่งให้ยกกองทัพเข้าเมืองหนองคาย และสั่งให้จับ “ท้าวจันทน์ศรีสุราช” กับพระยาพิไสยสรเดชประหารชีวิตเสียทั้งคู่

หลังจากนั้นพระยามหาอำมาตย์ จึงได้เกณฑ์กำลังจากเมือง นครพนม มุกดาหาร เขมราช นครราชสีมา และร้อยเอ็ด ตามมาสมทบกันที่เมืองหนองคาย จากนั้นก็ยกกองทัพออกไปตีพวกฮ่อจนถึงเมืองเวียงจันทน์ จนทำให้พวกฮ่อพ่ายแพ้ พากันหนีเข้าป่าไปเมื่อบ้านเมืองสงบแล้ว พระยามหาอำมาตย์จึงได้กวาดต้อนผู้คนจากเมืองเวียงจันทน์กลับมาเป็นเชลยลงมาไว้ที่เมืองหนองคาย แล้วจึงยกกองทัพกลับกรุงเทพ ฯ

ต่อมาในปีพุทธศักราช 2427 พวกฮ่อรวบรวมกำลังกันได้ก็ยกกองทัพเข้าโจมตีเมืองต่างๆ อีกทั้งยังมีส่วนทำให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อนอยู่เนืองๆ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระบรมราชโองการให้มหาดไทยเมืองนครราชสีมา ยกกองทัพไปปราบพวกฮ่อ จนแตกหนีไปตั้งมั่นอยู่ที่เมืองขวาง และทุ่งเชียงคำ

สงครามปราบฮ่อ ภาษาอังกฤษ

หลังจากนั้น ในปีพุทธศักราช 2428 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชนุกูล และพระยา ศรีสุริยราชวรานุวัตร ทรงยกกองทัพขึ้นไปปราบพวกฮ่อที่ทุ่งเชียงคำ

ต่อมาเมื่อวันพุธ ขึ้น 14 ค่ำเดือน 4 เวลาประมาณ 2 โมงเช้า รวมถึงการรบถึงขั้น ตะลุมบอลพวกฮ่อสู้ไม่ได้จึงถอยหนีไป และการทำสงครามในครั้งนี้ทำให้พระยาราชนุกูลถูกลูกปืนของข้าศึกแข้งแตกเดินไม่ได้ ในเวลา 4 โมงเย็น จนทำให้พวกฮ่อรวบรวมกำลังกัน ยกกองทัพมาตีเพื่อยึดค่ายคืนอีก แต่ทว่าไม่สำเร็จ กองทัพไทยยกเข้าไปล้อมพวกฮ่อไว้นาน 7 วัน จนทำให้พวกฮ่อตัดสินใจเจรจาสงบศึกโดยขอให้ไทย ยกกองทัพกลับ แล้วจะมอบสิ่งของในค่ายฮ่อให้ครึ่งหนึ่ง แต่ทว่ากองทัพไทยไม่ยอม เพราะไม่ไว้ใจพวกฮ่อ

และเพื่อให้การปราบพวกฮ่อเป็นไปอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ “กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม” คุมกองทัพแล้วเดินทางขึ้นไปสมทบ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมจึงดำรัสให้พระอมรวิไสยสรเดช (โต บุญนาค) กองทัพไทยได้เอาปืนใหญ่ยิงเข้าไปในค่ายของพวกฮ่อจนฮ่อแตกหนีไป

นอกจากนี้  เมื่อเหตุการณ์ต่างๆ สงบเรียบร้อยแล้ว กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมจึงโปรด ให้สร้างอนุสาวรีย์ปราบฮ่อขึ้น ณ เมืองหนองคาย เพื่อบรรจุอัฐิทหารจากกรม กองต่างๆ ที่เสียชีพเพื่อชาติในครั้งนั้น ดังนี้

–   กรมทหารอาสาวิเศษ

–   กรมแปดเหล่า

–   กรมฝรั่งแม่นปืน

–   กรมทหารมาลา

–   กรมสัสดี

–   กรมเรือต้น

–   กรมทหารมหาดเล็ก