สงครามยุทธหัตถี ถือว่าเป็นสงครามที่เกิดขึ้น ในปี พ.ศ. 2135 การทำสงครามในครั้งนี้เกิดขึ้น ในระหว่างอยุธยากับพม่า และการทำสงครามในครั้งนี้ คือ อยุธยาเป็นฝ่ายชนะ ถึงแม้ว่าจะมีกำลังพลน้อยกว่าก็ตาม

ประวัติ สงครามยุทธหัตถี

ประวัติ สงครามยุทธหัตถี

ในปี พ.ศ. 2135 พระเจ้านันทบุเรง ทรงโปรดให้พระมหาอุปราชา นำกองทัพทหารสองแสนสี่หมื่นนาย เข้ามาโจมตีกรุงศรีอยุธยาหมายว่าจะชนะศึกในครั้งนี้ แต่ทว่าสมเด็จพระนเรศวร ทรงทราบว่า ฝ่ายพม่าจะยกทัพใหญ่มาตี จึงทรงเตรียมกำลังไพร่พล มีกำลังหนึ่งแสนคนเดินทางออกจากบ้านป่าโมกไปสุพรรณบุรี ข้ามน้ำตรงท่าท้าวอู่ทอง และเตรียมตั้งค่ายหลวงบริเวณหนองสาหร่าย

 

ทั้งนี้ในช่วงเช้าของวันจันทร์ แรม ๒ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง พ.ศ. 2135 สมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระเอกาทศรถทรงเครื่องพิชัยยุทธ และการทำศึกสงครามในครั้งนี้สมเด็จพระนเรศวรทรงช้าง ที่มีนามว่า “เจ้าพระยาไชยานุภาพ” ส่วนพระสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงช้างนามว่า “เจ้าพระยาปราบไตรจักร” ช้างทรงของทั้งสองพระองค์เป็นช้างชนะงา (ช้างที่มีงาที่ได้รับการฝึกให้รู้จักการต่อสู้มาแล้ว หรือเคยผ่านสงครามชน ช้าง ชนะช้างตัวอื่นมาแล้ว) ช้างที่กำลังตกมัน ในระหว่างการรบจึงวิ่งไล่ตามพม่าหลงเข้าไปในแดนพม่า และยังมีเพียงทหารรักษาพระองค์ และจาตุรงค์บาทเท่านั้นที่ติดตามไปทัน

สมเด็จพระนเรศวรทอดพระเนตร

นอกจากนี้ สมเด็จพระนเรศวรทอดพระเนตร ทรงเห็นพระมหาอุปราชาทรงพระคชสารอยู่ในร่มไม้กับเหล่าท้าว พระยา พระองค์จึงทราบได้ว่าช้างทรงของสองพระองค์หลงถลำเข้ามาถึงกลางกองทัพ และขณะนั้นยังตกอยู่ในวงล้อมข้าศึกแล้ว แต่ด้วยพระปฏิภาณไหวพริบของสมเด็จพระนเรศวร ที่ทรงเห็นว่าเป็นการเสียเปรียบข้าศึก ด้วยเหตุนี้เองจึงไสช้างเข้าไปใกล้ แล้วก็ตรัสถามด้วยคุ้นเคยมาก่อน ตั้งแต่วัยเยาว์ว่า “พระเจ้า พี่เราจะยืนอยู่ใยในร่มไม้เล่า เชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกัน ให้เป็นเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด ภายหน้าไปไม่มีพระเจ้าแผ่นดินที่จะได้ยุทธหัตถีแล้ว”

 

และเมื่อพระมหาอุปราชาได้ยินดังนั้น จึงไสช้างนามว่า “พลายพัทธกอเข้าชน” เจ้าพระยาไชยานุภาพจนเสียหลัก พระมหาอุปราชาทรงฟันสมเด็จพระนเรศวรด้วยพระแสงของ้าว แต่ทว่าสมเด็จพระนเรศวรทรงเบี่ยงหลบทัน พระมหาอุปราชาจึงฟันถูกพระมาลาหนังขาด หลังจากนั้นเจ้าพระยาไชยานุภาพชนพลายพัทธกอเสียหลัก สมเด็จพระนเรศวรทรงฟันด้วยพระแสงของ้าว ถูกพระมหาอุปราชาเข้าที่อังสะขวา สิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง

หลักฐาน สงครามยุทธหัตถี

ทั้งนี้ สมเด็จพระเอกาทศรถทรงฟันเจ้าเมืองจาปะโรจนเสียชีวิตเช่นเดียวกัน ทหารพม่าทรงเห็นว่าฝ่ายตนแพ้แน่แล้ว จึงใช้ปืนระดมยิงใส่สมเด็จพระนเรศวรจนพระองค์ได้รับบาดเจ็บ ทันใดนั้น ทัพหลวงไทยตามมาช่วยทัน จึงได้รับทั้งสองพระองค์กลับพระนคร ฝ่ายพม่าจึงยกทัพกลับกรุงหงสาวดีไป นับแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีกองทัพใดกล้ายกมากล้ำกรายกรุงศรีอยุธยาอีกเป็นระยะเวลา อีกยาวนาน

 

อย่างไรก็ตาม มหายาชะเวง หรือพงศาวดารของพม่า ได้ระบุว่า การทำยุทธหัตถีครั้งนี้ ช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวร บุกเข้าไปในวงล้อมของพม่า ทางฝ่ายพม่าเองก็มีการยืนช้างเรียงเป็นหน้ากระดาน และการทพศึกครั้งนี้ยังมีทั้งช้างของพระมหาอุปราชา ช้างของเจ้าเมืองชามะโรง

 

นอกจากนี้ทางด้านของทหารฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรก็ระดมยิงปืนใส่ฝ่ายพม่า เจ้าเมืองชามะโรง ได้สั่งเปิดผ้าหน้าราหูช้างของตน เพื่อที่จะทรงไสช้างเข้ากระทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระนเรศวรเพื่อป้องกันพระมหาอุปราชา แต่ผลปรากฏว่าช้างทรงของเจ้าของชามะโรง เกิดวิ่งเข้าใส่ช้างของพระมหาอุปราชาเกิดชุลมุนวุ่นวาย และนั่นก็ทำให้กระสุนปืนลูกหนึ่งของทหารฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรก็ยิงถูกพระมหาอุปราชาจนสิ้นพระชนม์

การตีเมืองทะวายและตะนาวศรี

สงครามยุทธหัตถีเกิดขึ้นที่ใด

การทำศึก ทะวาย และตะนาวศรีนั้น ถือว่าเป็นการรบกันในระหว่างคนต้องโทษ กับคนต้องโทษด้วยกัน กล่าวง่ายๆคือ ทางฝ่ายของกรุงศรีอยุธยพาพวกนายทัพที่ตามเสด็จไม่ทันในวันยุทธหัตถีนั้น ซึ่งมีถึง 5 คน คือ

 

1.พระยาพิชัยสงคราม

2.พระยารามกำแหง

3.เจ้าพระยาจักรี

4.พระยาพระคลัง

5.พระยาศรีไสยณรงค์

 

ด้วยเหตุนี้เองที่ สมเด็จพระนเรศวรรับสั่งให้ปรึกษาโทษ ลูกขุนปรึกษาโทษให้ประหารชีวิต แต่ทว่าสมเด็จพระวันรัตสังฆปรินายกมาถวายพระพรบรรยายว่า การที่แม่ทัพ ตามเสด็จไม่ทัน ก็เพราะว่าบุญญาภินิหารของพระองค์ ที่จะได้รับเกียรติเป็นวีรบุรุษที่แท้จริง

ช้างศึกยุทธหัตถี

และด้วยเหตุผลที่ว่าถ้าพวกนั้นตามไปทันแล้วถึงจะชนะก็ไม่เป็นชื่อเสียงใหญ่หลวง เหมือนกลับที่พระองค์ทรงเสด็จไปโดยลำพัง เมื่อเห็นว่าสมเด็จพระนเรศวรทรงเลื่อมใสในคำบรรยายข้อนี้แล้ว ทางด้านของสมเด็จพระวันรัตก็ทูลขอโทษพวกแม่ทัพเหล่านี้ไว้ สมเด็จพระนเรศวรจึงโปรดประทานให้ แต่พวกนี้ก็จะต้องไปตีทะวาย และตะนาวศรีเป็นการไถ่โทษ จึงให้เจ้าพระยาจักรี เป็นแม่ทัพคุมพลห้าหมื่นไปตีตะนาวศรี ซึ่งการทำศึกในครั้งนี้พระยาพระคลังคุมกำลังพลหมื่นเหมือนกันเพื่อไปตีทะวาย

 

ในส่วนของแม่ทัพคนอื่นๆ ที่ต้องโทษก็แบ่งกันไปในสองกองทัพนี้ ซึ่งก็คือพระยาพิชัยสงคราม กับพระยารามคำแหงไป บุกเข้าไปตีเมืองทะวายกับพระยาพระคลัง และให้พระยาเทพอรชุน กับพระยาศรีไสยณรงค์ไปตีเมืองตะนาวศรีกับเจ้าพระยาจักรีเเทน

ศึกยุทธหัตถี เรื่องย่อ

ในส่วน ทางพม่านั้น เมื่อพระเจ้านันทบุเรง เสียพระโอรสรัชทายาทแล้ว พระองค์ก็ทรงโทมนัส สั่งให้ขังแม่ทัพนายกองไว้ทั้งหมด แต่ทว่าในภายหลังทรงดำริว่าไทยชนะพม่าในครั้งนี้แล้วก็จะต้องมาตีพม่าโดยไม่ต้องสงสัย ก่อนที่ฝ่ายไทยจะไปรบพม่าก็จะต้องดำเนินการอย่างเดียวกันกับที่พม่ารบกับไทย กล่าวง่ายๆ ก็คือ จะต้องตีเอาชาวมอญไว้ในอำนาจเสียก่อน และเป็นการแน่นอนว่าฝ่ายไทยจะต้องเข้ามาตีทะวาย และตะนาวศรี

 

และด้วยเหตุนี้ ที่ทำให้แม่ทัพนายกองที่ไปแพ้สงครามครั้งนี้ไปทำการแก้ตัวรักษา เมืองตะนาวศรี และเมืองทะวาย ซึ่งนั่นก็เป็นอันว่าทั้งผู้รบ และผู้รับทั้งสองฝ่าย ตกอยู่ในฐานคนผิดที่จะต้องทำการแก้ตัวทั้งสิ้น

หลังสงครามยุทธหัตถี

สำหรับการรบทะวาย และเมืองตะนาวศรีครั้งนี้ แม่ทัพทั้งสองคือ เจ้าพระยาจักรี และพระยาคลัง ที่นำกำลังพลเข้ามาทำการกลมเกลียวกันเป็นอย่างยิ่ง เพราะถึงแม้ว่าสมเด็จพระนเรศวร จะแบ่งหน้าที่ให้ตีคนละเมือง แต่ทว่าก็ยังมีการติดต่อช่วยเหลือกันและกันอยู่ตลอดเวลา

ยุทธหัตถีในประวัติศาสตร์ไทย

และในที่สุดแม่ทัพทั้งสองก็รบชนะทั้งสองเมือง และบอกว่าจะเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรได้โปรดเกล้าฯ เพื่อให้พระยาศรีไสยณรงค์อยู่ครองเมืองตะนาวศรี ส่วนทางเมืองทะวาย ทรงให้เจ้าเมืองทะวายคนเก่าปกครองต่อไป ชัยชนะในครั้งนี้เป็นอันทำให้แม่ทัพทั้งหลายพ้นโทษ

 

แต่ทว่าทางพม่าแม่ทัพกลับถูกทำโทษประการใดไม่ปรากฏในข้อมูล แต่อย่างไรก็ดี การที่ชาวไทยของเราได้ชัยชนะทะวาย และตะนาวศรีครั้งนี้ ก็มีส่วนทำให้อำนาจของไทยแผ่ลงไปทางใต้เท่ากับ ในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช