สงครามเมืองเชียงใหม่ เป็นการทำศึกสงครามที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระราเมศวร ผู้เป็นพระมหากษัตริย์ไทยที่น่ายกย่องเชิดชู และยังเป็นที่จดจำของใครหลายต่อหลายคน และการทำสงครามในครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างสมเด็จพระราเมศวรซึ่งเป็น ผู้เป็นพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรอยุธยา และพระเจ้าเชียงใหม่ ซึ่งผู้ครองแคว้นทางภาคเหนือ เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ทำให้เกิดเป็นประเทศไทยในปัจจุบัน

และยังมีส่วนทำให้เกิดการเชื่อมโยงทางขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมบางประการระหว่างชาวเหนือ และชาวใต้ ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อชนรุ่นหลัง ล่วงเลยมาจนถึงเหตุการณ์ในยุคปัจจุบัน

สงครามเมืองเชียงใหม่ ของสมเด็จพระราเมศวร

สงครามเมืองเชียงใหม่

สมเด็จพระราเมศวร ถือว่าเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 แห่งอาณาจักรอยุธยา  โดยพระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสองค์แรกที่เกิดจากสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 และพระขนิษฐาของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ซึ่งในขณะนั้นเป็นผู้ครองเมืองสุพรรณบุรี สมเด็จพระราเมศวรเสด็จพระราชสมภพ เมื่อปี พ.ศ. 1875

และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือพระองค์ก็ได้ทรงขึ้นครองราชย์ในเวลาต่อมา แต่พระองค์นั้นก็มีเวลาขึ้นครองราชสมบัติอยู่ได้เพียงปีเดียวเท่านั้น ก่อนที่พระองค์จะสละราชสมบัติให้กับสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1  ผู้เป็นพระมาตุลา และกลับมาเสด็จขึ้นครองราชสมบัติอีกครั้งหลังจากที่สมเด็จพระราเมศวรได้ทำการสำเร็จโทษพระเจ้าทองลัน ผู้เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ไปแล้ว

ซึ่งเวลานั้นพระเจ้าทองลันก็เพิ่งจะเสด็จขึ้นครองราชสมบัติได้แค่ 7 วันเท่านั้น สำหรับการขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระราเมศวร จึงถือเป็นช่วงเวลาแห่งการแย่งชิงราชสมบัติ ที่จะต้องลงทุนด้วยการประหารพระญาติของพระองค์ เพื่อให้ได้มาซึ่งความยิ่งใหญ่ในการขึ้นครองประเทศ

สงครามเมืองเชียงใหม่ 1

อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระราเมศวรก็ยังทรงถือเป็นพระมหากษัตริย์ไทยที่ทรงสร้างคุณูปการที่มีคุณประโยชน์ต่อกรุงศรีอยุธยา และชนรุ่นหลังไว้หลายประการ ซึ่งไม่ว่าจะด้านการอุปถัมภ์พุทธศาสนา หรือว่าการทำสงคราม ซึ่งถือเป็นความสามารถที่น่ายกย่องของกษัตริย์ไทยแห่งอาณาจักรอยุธยาพระองค์หนึ่ง

สมเด็จพระราเมศวร ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงปกครองบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุข โดยปราศจากศัตรูมารุกราน หนึ่งในพระราชกรณียกิจที่สำคัญนั่นก็คือ การขยายอาณาเขตของอาณาจักรอยุธยาให้ยิ่งใหญ่ และกว้างไกลออกไป และนั่นก็มีส่วนทำให้ช่วงเวลาส่วนใหญ่ที่พระองค์ขึ้นครองราชย์ มักจะเป็นเวลาแห่งการทำศึกสงครามเกือบทั้งสิ้น

ซึ่งหนึ่งในการสงครามที่ยิ่งใหญ่ในช่วงรัชสมัยของสมเด็จพระราเมศวร นั่นก็คือ การยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของ “สงครามเมืองเชียงใหม่” นั่นเอง

 สงครามเมืองเชียงใหม่ปี พ.ศ. 1933

สงครามเมืองเชียงใหม่ 3

สมเด็จพระราเมศวรทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มุ่งหวังที่จะขยายพระราชอาณาเขตของไทยออกไปให้กว้างไกลมากที่สุด ซึ่งมีส่วนทำให้เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาก็ระบุไว้ว่า สมเด็จพระราเมศวรยังทรงโปรดให้ยกทัพขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ เพื่อหวังว่าจะขยายอาณาเขตให้แก่อาณาจักรอยุธยาทันที

สำหรับเรื่องเล่าของการทำสงครามครั้งนี้มีอยู่ว่า เมื่อสมเด็จพระราเมศวรได้ทรงยกทัพขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 1933 ในครั้งนั้น เมืองเชียงใหม่ก็ยังอยู่ใต้การปกครองของพระเจ้าเชียงใหม่ ซึ่งหลังจากที่สมเด็จพระราเมศวรยกทัพขึ้นมาล้อมเมืองเชียงใหม่เอาไว้ได้แล้ว

นอกจากนี้แล้วฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่ก็ทำทีเป็นยินยอมที่จะอ่อนน้อมต่อพระองค์ โดยในขั้นแรกนั้นพระเจ้าเชียงใหม่ก็ได้ขอสงบศึกต่อสมเด็จพระราเมศวร โดยฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่ขอพระราชทานเวลาให้สมเด็จพระราเมศวรงดทำศึก 7 วัน ก่อนที่จะนำเครื่องราชบรรณาการออกไปถวายต่อพระองค์

และเพื่อหวังในการเจริญพระราชไมตรี ซึ่งสมเด็จพระราเมศวรก็ได้มีการปรึกษาหารือกับมุขมนตรีนายทัพนายกอง และยังเห็นว่าที่พระเจ้าเชียงใหม่ขอยืดเวลาออกไปนั้น น่าจะเป็นกลอุบายเพื่อยืดเวลาหาทางต่อต้านกองทัพของพระองค์เสียมากกว่า และฝ่ายของพระเจ้าเชียงใหม่คงจะหาได้ยินยอมอ่อนน้อมต่อพระองค์ไม่

สงครามเมืองเชียงใหม่ 4

และสมเด็จพระราเมศวรจึงได้ตรัสว่า ถ้าหากพระเจ้าเมืองเชียงใหม่ไม่รบแล้ว แต่เราจะรบนั้นก็ดูมิบังควร เพราะถึงแม้ว่าพระเจ้าเชียงใหม่จะไม่รักษาสัตย์ตามที่เคยตรัสไว้ ก็ใช่ว่าเมืองเชียงใหม่จะสามารถรอดพ้นจากเงื้อมือของทหารจากกรุงศรีอยุธยาไปได้

เมื่อพระองค์ทรงมีพระราชดำริเช่นนั้น จึงได้มีการประชุมหารือกับกองทัพของกรุงศรีอยุธยา เพื่อที่จะเตรียมการรับมือหากพระเจ้าเชียงใหม่จะไม่ทำตามสัญญาที่เคยได้ให้ไว้

นอกจากนี้แล้วเมื่อเวลาผ่านไป 7 วัน ก็พบว่าเสบียงในกองทัพของสมเด็จพระราเมศวรก็เริ่มจะหมดทุกที ในขณะเดียวกัน ซึ่งทางฝ่ายของพระเจ้าเชียงใหม่ก็ยังมิได้นำเครื่องราชบรรณาการมาถวายตามคำสัญญา สมเด็จพระราเมศวรเห็นว่า สิ่งที่พระองค์และมุขมนตรีนายทัพนายกองเคยคิดไว้นั้นเป็นจริงอย่างที่คาดเดา เพราะว่าฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่นั้นไม่รักษาสัตย์ที่เคยให้ไว้ พระองค์จึงทรงพระกรุณาสั่งให้ทหารบุกเข้ายึดเมืองเชียงใหม่โดยทันที

อย่างไรก็ตาม พระเจ้าเชียงใหม่มิอาจจะต้านทานกำลังพลของสมเด็จพระราเมศวรได้ จึงตัดสินใจหลบหนีออกไปจากเมืองเชียงใหม่ ซึ่งนั่นก็ทำให้เมืองเชียงใหม่ถูกทหารจากกรุงศรีอยุธยาเข้ายึดไว้ได้ในที่สุด และนอกจากนี้ สมเด็จพระราเมศวรก็ยังสามารถจับตัวพระโอรสของพระเจ้าเชียงใหม่ไว้ได้ด้วย

สงครามเมืองเชียงใหม่ 7

แต่สมเด็จพระราเมศวรก็ยังทรงพระกรุณาโปรดให้พระโอรสของพระเจ้าเชียงใหม่ได้ครองราชสมบัติอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ต่อไป โดยให้พระโอรสของพระเจ้าเชียงใหม่ผู้นี้ ถวายสัตยานุสัตย์ว่าจะไม่คิดทรยศต่อพระองค์ หลังจากนั้น สมเด็จพระราเมศวรก็ได้สั่งให้นายทหารกวาดต้อนผู้คนที่อยู่ที่เมืองเชียงใหม่ลงมาทางตอนใต้

โดยพระองค์ทรงบังคับให้ผู้คนเหล่านั้นไปอาศัยอยู่ที่เมืองจันทบูร เมืองพัทลุง เมืองนครศรีธรรมราช และเมืองสงขลา แทน ด้วยเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวมานี้ จึงเป็นเหตุทำให้ชาวเหนือและชาวใต้ในยุคปัจจุบันของประเทศไทย มีวัฒนธรรม และมีขนบธรรมเนียมบางประการที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เป็นเหตุผลมาจากการอพยพย้ายถิ่นของประชากรบางส่วน เนื่องจากว่าการทำสงครามเมืองเชียงใหม่ครั้งนี้นี่เอง

และหลังจากที่สงครามในครั้งนี้สงบลง และสมเด็จพระราเมศวรได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดแล้ว ทางด้านของสมเด็จพระราเมศวรก็ได้เสด็จกลับลงมาที่อยุธยาตามเดิม แต่ทว่าในระหว่างทางพระองค์ได้แวะนมัสการพระพุทธชินราชที่ประดิษฐานอยู่ที่เมืองพิษณุโลกด้วย

นอกจากนี้แล้วสมเด็จพระราเมศวรจึงทรงตัดสินใจเปลื้องเครื่องต้นออกถวายเป็นพุทธบูชา และสมโภชเป็นเวลานาน 7 วัน ก่อนที่พระองค์จะเสด็จกลับลงมาครองราชสมบัติที่พระนครดังเดิมอีกครั้งหนึ่ง