คอมมิวนิสต์ในไทย ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต ในช่วงที่ยังไม่มีการปราบปรามคอมมิวนิสต์ แต่ต่อมาไม่นานประเทศไทยก็ได้มีการปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างจริงจังจนในทุกวันนี้ไม่มีพรรคคอมมิวนิสต์ในไทยแล้วนะคะ และในวันนี้เรามีข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ในไทยมาฝาก

คอมมิวนิสต์ไทย ปัจจุบัน

การก่อการกำเริบคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย จัดว่าเป็นสงครามกองโจรที่ยาวนานกินระยะเวลามากกว่า 18 ปี ตั้งแต่ปี 2508 ถึง 2526 การสู้รบกันระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) และฝ่ายรัฐบาลไทย การทำสงครามในครั้งนี้เสื่อมลงในปี พ.ศ. 2523 หลังจากที่ฝ่ายรัฐบาลประกาศนิรโทษกรรม และในปี 2526 พคท. เลิกก่อการกำเริบ

  คอมมิวนิสต์ในไทย เกิดขึ้นได้อย่างไร?

คอมมิวนิสต์ไทยคนสุดท้าย

ในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1950 นักคอมมิวนิสต์ไทย จำนวน 50 คนเดินทางไปกรุงปักกิ่ง และได้รับการฝึกทางด้านอุดมการณ์ และการโฆษณาชวนเชื่อ ในปี พ.ศ.2504 กลุ่มผู้ก่อการคอมมิวนิสต์แทรกซึมเข้าภาคเหนือของประเทศไทย และยังได้มีการจัดระเบียบกลุ่มพรรคคอมมิวนิสต์ท้องถิ่น และยังได้มีการส่งอาสาสมัครไปยังค่ายฝึกในประเทศจีน ลาวและเวียดนามเหนือ

โดยการฝึกการต่อสู้ด้วยอาวุธ และยุทธวิธีก่อการร้าย ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2505 ถึง พ.ศ.2508 มีชาวไทย 350 คน เข้ารับการฝึกนานกว่า 8 เดือนในเวียดนามเหนือ เดิมทีกองโจรนี้ได้มีปืนคาบศิลาจำนวนจำกัด ตลอดจนอาวุธฝรั่งเศส จีน และญี่ปุ่น

ในช่วงครึ่งแรกของปี พ.ศ.2508 ผู้ก่อการคอมมิวนิสต์กำเริบลักลอบนำอาวุธที่ผลิตในสหรัฐ 3,000 ชิ้น และเครื่องกระสุนมากกว่า 90,000 นัด เข้าจากประเทศลาว ที่สำคัญสินค้าเหล่านี้เดิมทีจะถูกจัดส่งให้กองทัพลาวที่สหรัฐหนุนหลัง แต่ถูกขายให้ผู้ลักลอบส่งออก แล้วก็ผ่านการแลกเปลี่ยนอาวุธให้แก่ พคท. แทน

พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

ต่อมาในระหว่างปี พ.ศ. 2504 ถึง พ.ศ.2508 ผู้ก่อการคอมมิวนิสต์กำเริบโดยการลอบฆ่าทางการเมือง 17 ครั้ง พคท. แต่ก็ยังไม่เปิดฉากสงครามกองโจรเต็มขั้นจนฤดูร้อนปีพ.ศ. 2508 เมื่อ พคท. ได้เริ่มปะทะกับฝ่ายความมั่นคง และยังมีบันทึกรวม 13 ครั้ง ในช่วงนั้นครึ่งหลังของปี พ.ศ.2508 ได้มีเหตุการณ์ความรุนแรงอีก 25 ครั้ง

และตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2508 ฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็ได้เริ่มปฏิบัติการที่ซับซ้อนมากขึ้น รวมทั้งการซุ่มโจมตีกองลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จังหวัดนครพนม

ในปี พ.ศ.2509 คอมมิวนิสต์ได้ก่อการกำเริบลามไปส่วนอื่นของประเทศไทย แต่ทว่าเหตุการณ์การก่อการกำเริบคิดเป็นร้อยละ 90 เกิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในวันที่ 14 มกราคม 2509 ซึ่งทางด้านของโฆษกกลุ่มแนวร่วมรักชาติไทยเรียกร้อง “สงครามประชาชน” ในประเทศไทย

พรรคคอมมิวนิสต์ไทย

รวมถึงการแถลงการณ์นั้นเป็นเครื่องหมายการยกระดับความรุนแรงในความขัดแย้งนี้มากยิ่งขึ้น และต่อมาในช่วงต้นเดือนเมษายน 2509 ผู้ก่อการคอมมิวนิสต์กำเริบนักลงมมือฆ่าทหาร 16 นาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ 13 คนระหว่างการปะทะในจังหวัดเชียงราย ทั้งนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงรวม 45 นาย และพลเรือน 65 คนต้องเสียชีวิตจากการโจมตีของผู้ก่อการกำเริบในครึ่งแรกของปี พ.ศ.2509

หลังจากที่ทางด้านกองทัพปฏิวัติชาติพ่ายในสงครามกลางเมืองจีน กองพลที่ 49 ก็ได้ข้ามพรมแดนเข้าสู่ประเทศไทยจากมณฑลยูนนาน ซึ่งทางด้านของทหารจีนบูรณาการเข้ากับสังคมไทยอย่างรวดเร็ว และยังได้เข้าร่วมการค้าฝิ่นที่ได้กำไรงามภายใต้การคุ้มครองจากข้าราชการฉ้อฉล

นอกจากนี้การค้ายาเสพติดเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของประชากรท้องถิ่น และในขณะเดียวกัน ทางด้านของทหารคณะชาติยังได้ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลระหว่างปฏิบัติการต่อต้านการก่อการกำเริบ และในช่วงในเดือนกรกฎาคม 2510 ก็เกิดสงครามฝิ่นเมื่อผู้ปลุกฝิ่นไม่ยอมจ่ายภาษีให้กับพรรคก๊กมินตั๋ง ทางด้านของรัฐบาลเข้าร่วมความขัดแย้งนี้ด้วย

คอมมิวนิสต์ คือ

โดยการทำลายหมู่บ้านจำนวนหนึ่งจากนั้นก็ย้ายถิ่นฐานของผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์ รวมถึงประชากรที่ถูกย้ายใหม่นี้เป็นทหารเกณฑ์ใหม่สำหรับ พคท.

ต่อมาในช่วงในเดือนกุมภาพันธ์และสิงหาคม 2510 รัฐบาลไทยได้ดำเนินการตีโฉบฉวยต่อต้านการก่อการร้ายจำนวนหนึ่งในกรุงเทพมหานคร และธนบุรี พร้อมกับการจับกุมสมาชิก พคท. ได้ 30 คน รวมทั้งเลขาธิการพรรค ธง แจ่มศรี ที่ได้มีการจับกุมตามมาในเดือนตุลาคม และพฤศจิกายน 2511

คอมมิวนิสต์

นอกจากนี้ทางด้านของรัฐบาลวางกำลังกว่า 12,000 นาย ในจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศไทยในช่วงเดือนมกราคม 2515 ดำเนินปฏิบัติการนานหกสัปดาห์ซึ่งนั่นก็ทำให้ผู้ก่อการกำเริบเสียชีวิตกว่า 200 คน ฝ่ายรัฐบาลไทยทหารเสียชีวิต 30 นาย และได้รับบาดเจ็บมากกว่า 100 นาย

หลังจากนั้นไม่นานช่วงปลายปี 2515 กองทัพ เจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสารักษาดินแดน “เผาถังแดง” พลเรือนมากกว่า 200 คน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนคอมมิวนิสต์ในตำบลแหลมทราย จังหวัดพัทลุง ซึ่งเจ้าหน้าที่คาดว่ากองอำนวยการรักษาความมั่นคงเป็นผู้สั่งการ

คอมมิวนิสต์ ภาคใต้

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังถือว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งของ “รูปแบบการละเมิดอำนาจของกองทัพ และหน่วยงานการบังคับใช้กฎหมาย” ในช่วงระหว่างปฏิบัติการต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่ป่าเถื่อนในปี พ.ศ. 2514–2516 ซึ่งมีส่วนทำให้มียอดพลเรือนเสียชีวิต 3,008 คน ทั่วประเทศ

ส่วนประชาชนที่ถูกฆ่าทั้งหมดนั้นถูกกล่าวหาว่าทำงานร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ จนถึงเวลานั้นผู้ต้องสงสัยคอมมิวนิสต์ที่ถูกทหารจับกุมปกติถูกยิงข้างถนน

และนอกจากนี้ยังมีการริเริ่มเทคนิค “ถังแดง” ภายหลังเพื่อเป็นการกำจัดหลักฐานใด ๆ ผู้ต้องสงสัยจะถูกทุบตีจนเกือบหมดสติก่อนที่จะถูกทิ้งลงในถังน้ำมันแล้วเผาทั้งเป็นถังแดง 200 ลิตร ที่มีตะแกรงกั้นเหล็ก โดยมีไฟด้านล่าง และผู้ต้องสงสัยอยู่ด้านบน

คอมมิวนิสต์ในไทย

ต่อมาเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ท่ามกลางความหวาดกลัวพรรคคอมมิวนิสต์จะเข้ายึดประเทศ เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดในเวียดนาม เจ้าหน้าที่ตำรวจ และกำลังกึ่งทหารโจมตีการเดินขบวนของนักศึกษาฝ่ายซ้าย ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประมาณการอย่างเป็นทางการระบุว่าขณะนั้นมีนักศึกษาถูกฆ่า 46 คน และยังได้รับบาดเจ็บ 167 คน

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 ท่ามกลางความเจริญของลัทธิชาตินิยมไทย และความเสื่อมถอยความสัมพันธ์จีน–เวียดนาม ภายใน พคท. ที่ได้เกิดการต่อสู้อย่างรุนแรง สุดท้ายฝ่ายนิยมเวียดนามแยกตัวออกไปตั้งกลุ่มแยกต่างหาก ชื่อ “พรรคใหม่”

ความพยายามที่จะยุติการก่อการกำเริบนำสู่นิรโทษกรรมซึ่งถูกประกาศใช้เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2523 ทางด้านของนายกรัฐมนตรี เปรม ติณสูลานนท์ ได้ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 คำสั่งนี้มีผลสำคัญต่อความเสื่อมของการก่อการกำเริบ ในปี พ.ศ.2526 การก่อการกำเริบก็ถึงคราวยุติ