เขาพระวิหาร หรือ ปราสาทพระวิหาร  เป็นปราสาทหินตามแบบศาสนาฮินดูที่ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาพนมดงรัก สำหรับปราสาทพระวิหาร เป็นสถาปัตยกรรมแบบเขมร สร้างตามแนวเหนือใต้ ซึ่งเขาพระวิหารผิดแปลกไปจากปราสาทขอมส่วนใหญ่ ไทย และกัมพูชา ที่มีประวัติพิพาทเหนือตัวปราสาทเป็นเวลานานแล้ว

ต่อมาใน พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศพิพากษาให้ประเทศกัมพูชามีอธิปไตยเหนือปราสาท  วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ได้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของประเทศกัมพูชา ซึ่งข่าวนี้เป็นข่าวที่สร้างความตกใจให้กับชาวไทยเป็นอย่างมากเลยนะคะ

 

ที่ตั้ง เขาพระวิหาร

เขาพระวิหาร  

ปราสาทพระวิหาร ตั้งอยู่บนผาเป้ยตาดีของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งบริเวณนั้นเป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งในอดีต ผาเป้ยตาดีอยู่ในเขตหมู่บ้านภูมิซร็อล ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และตั้งอยู่ห่างจากอำเภอเมืองศรีสะเกษ 110 กิโลเมตร ทั้งนี้ เขาพระวิหาร ตั้งอยู่ห่างจากปราสาทนครวัดในเมืองพระนคร ไป 140 กิโลเมตร และห่างจากกรุงพนมเปญกว่า 320 กิโลมตร

 

ปราสาทพระวิหาร มีลักษณะเป็นแบบศิลปะบันทายศรี ซึ่งมีลักษณะบางส่วนคล้ายคลึงกับพระวิหารของปราสาทนครวัด รวมถึงรูปรอยแกะสลักบนปราสาทสันนิษฐานได้ว่าเป็นศาสนสถานของศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย ที่มีพระศิวะเป็นเทพสูงสุดของศาสนา

 

ซึ่งคนโบราณเชื่อกันว่าเขาพระวิหารสร้างขึ้นเพื่อถวายพระศิวะที่ทรงประทับบนยอดเขาไกรลาส  เป็นยอดเขาสูงสุดของเขาพระสุเมรุ และศูนย์กลางจักรวาลปราสาทพระวิหารจึงสร้างวิหารเอาไว้บนหน้าผาเป้ยตาดี และนั่นก็ทำให้ปราสาทแห่งนี้เปรียบเหมือนการค่อย ๆ ก้าวไปสู่ที่ประทับของพระศิวะ ซึ่งแทนด้วย “ยอดเป้ยตาดี”  และถ้าหากมองจากข้างล่างผาจะเห็นตัวปราสาทเหมือนวิมานสวรรค์ลอยอยู่บนฟากฟ้า  โดยจะมีแผ่นดินเขมรต่ำ ประหนึ่งมหาสมุทรรองรับอยู่เบื้องล่าง  ซึ่งตัวปราสาทประกอบด้วยสถาปัตยกรรมต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ปราสาทประธาน ระเบียงคด โคปุระ   วิหาร บรรณาลัย และบันไดนาคพร้อมทางเดิน

 

คดีความ พ.ศ. 2505

คดีความ พ.ศ. 2505

ผู้ค้นพบปราสาทพระวิหารในสมัยปัจจุบันก็คือ “พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์” พระราชโอรสองค์ที่ 11 ใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระองค์ทรงค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2442 ในขณะทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็น ข้าหลวงต่างพระองค์ และพระองค์ก็ทรงเสด็จไปรับราชการที่มณฑลลาวกาว (อิสาน) ในสมัยรัชกาลที่ 5

และต่อมาพระองค์ก็ทรงจารึกปี ร.ศ. ที่พบเป็นเลขไทย ตามด้วยพระนามไว้ที่บริเวณชะง่อนผาเป้ยตาดี ซึ่งเป็นข้อความว่า “๑๑๘ สรรพสิทธิ” และต่อมาเมื่อประเทศฝรั่งเศสเข้าครอบครองอินโดจีน และได้ทำสนธิสัญญา พ.ศ. 2447 ในการปักปันเขตแดนกับราชอาณาจักรสยาม ซึ่งมีความตามมาตรา 1 ของสนธิสัญญา ที่ระบุให้ใช้สันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งพรมแดน ซึ่งจะมีผลทำให้ปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนไทย

ต่อมาใน พ.ศ. 2451 ชาวฝรั่งเศสได้จัดทำแผนที่ฝ่ายเดียว จากนั้นส่งมอบให้สยาม 50 ชุด แต่ละชุดมี 11 แผ่น และมีแผ่นหนึ่งคือ “แผ่นดงรัก” ที่มีแผ่นดินครอบคลุมพื้นที่ปราสาทพระวิหาร และไม่ได้ใช้แนวสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งพรมแดน ซึ่งนั่นก็มีส่วนทำให้ปราสาทพระวิหารในแผนที่อยู่ในดินแดนของกัมพูชา โดยรัฐบาลสยามในขณะนั้นไม่ได้รับรองหรือทักท้วงความถูกต้องของแผนที่ดังกล่าว

พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์

ต่อมาใน ปี พ.ศ. 2483 ประเทศฝรั่งเศสแพ้สงครามต่อประเทศเยอรมนี จึงมีส่วนทำให้แสนยานุภาพทางทหารลดลง ด้วยเหตุนี้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น จึงได้ยื่นข้อเสนอเรียกร้องดินแดนที่เสียไปในสมัยรัชกาลที่ 5 กลับคืนจากฝรั่งเศส

ซึ่งเรื่องนี้ฝรั่งเศสปฏิเสธ และยังมีการเคลื่อนไหวทางทหาร ที่ทำให้เกิดสงครามพิพาทอินโดจีนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ที่รบกันในปี พ.ศ. 2484 และประเทศไทยได้รับชัยชนะในการรบตลอด 22 วัน

จนกระทั่งประเทศญี่ปุ่นที่เป็นมหาอำนาจในขณะนั้น ได้เสนอตัวเป็นตัวกลางเข้าไกล่เกลี่ย และฝรั่งเศสได้ตกลงคืนแผ่นดินจังหวัดไชยบุรี จำปาศักดิ์ เสียมราฐ และพระตะบองให้กับชาวไทย ตาม อนุสัญญาโตเกียว ซึ่งนั่นก็ทำให้ปราสาทพระวิหารกลับมาอยู่ในดินแดนไทยอย่างสมบูรณ์

ต่อมาก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลไทยได้ประกาศเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น พร้อมกับประกาศทำสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร และต่อมาญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงคราม ประเทศไทยจึงต้องรักษาสถานะตัวเองไม่ให้เป็นฝ่ายแพ้สงครามตามญี่ปุ่น และไทยต้องการเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ จึงตกลงคืนดินแดน 4 จังหวัดให้กับฝรั่งเศส ซึ่งนั่นก็ทำให้ปราสาทพระวิหารกลับไปอยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ต่อมา ในปี พ.ศ. 2497 ฝรั่งเศสแพ้สงครามต่อประเทศเวียดนา มที่เดียนเบียนฟู จึงต้องถอนทหารออกจากอินโดจีน ประเทศกัมพูชาจึงได้รับเอกราชตามสนธิสัญญาเจนีวา และประเทศไทยก็ได้ส่งทหารเข้าไปรักษาการบริเวณปราสาทพระวิหารอีกครั้ง

เจ้านโรดมสีหนุ

ซึ่งภายหลังกัมพูชาได้รับเอกราช “เจ้านโรดมสีหนุ” กษัตริย์กัมพูชาก็ทรงสละราชสมบัติเข้าสู่การเมือง และยังได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี และประกาศเรียกร้องให้ชาวไทยคืนปราสาทพระวิหาร แต่ไทยไม่ยอมรับ

นอกจากนี้เจ้านโรดมยังประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2501 และในปีต่อมา เจ้านโรดมสีหนุได้ฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice) หรือ “ศาลโลก” เพื่อให้ไทย คืน ปราสาทพระวิหาร ให้กัมพูชาซึ่งฝ่ายไทยต่อสู้คดีนี้ โดยมี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช กับคณะรวม 13 คน เป็นทนายฝ่ายไทย และฝ่ายกัมพูชามีนายดีน แอจิสัน เนติบัณฑิตแห่งศาลสูงสุด และยังเป็นอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา เป็นหัวหน้าคณะ กับพวกอีกรวม 9 คน

ศาลโลก

จนกระทั่งเมื่วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ได้ตัดสินสั่งให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา ด้วยเสียง 9 ต่อ 3 และในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 หลังจากที่ศาลโลกตัดสินแล้ว 20 วัน รัฐบาลไทย นำโดย ดร.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้มีหนังสือไปยัง นายอูถั่น เลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อเป็นการประท้วงคำพิพากษาของศาลโลก และเป็นการสงวนสิทธิที่ประเทศไทยจะเรียกร้องปราสาทพระวิหารกลับคืนในอนาคต

ทั้งนี้คำตัดสินของศาลโลก ในครั้งนี้ถือว่าเป็นที่สิ้นสุด ไม่มีการอุทธรณ์ การจะนำคดีกลับขึ้นมาพิจารณาใหม่นั้นสามารถทำได้ถ้ามีหลักฐานใหม่ และต้องทำภายในสิบปี

 

หลังจากนั้นไม่นาน ฝ่ายกัมพูชาเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นภายในประเทศ ปราสาทหินแห่งนี้ได้เปิดให้สาธารณชนเข้าชมเพียงช่วงสั้น ๆ ในปี พ.ศ. 2535 แต่ปีต่อมาก็ถูกเขมรแดงเข้าครอบครอง หลังจากนั้นก็เปิดอีกครั้งจากฝั่งประเทศไทย เมื่อปลายปี พ.ศ. 2541