ราชวงศ์บ้านพลูหลวง เป็นราชวงศ์ที่ 5 และยังเป็นราชวงศ์สุดท้ายที่ปกครองอาณาจักรอยุธยาก่อนที่จะการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง ในปี พ.ศ. 2310 โดยราชวงศ์บ้านพลูหลวงยังมีพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์ทั้งสิ้น 6 พระองค์ โดยราชวงศ์บ้านพลูหลวงเริ่มตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระเพทราชาในปี พ.ศ. 2231 จนถึงสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ ใน ปี พ.ศ. 2310 รวมระยะเวลา 79 ปี ด้วยกัน

ราชวงศ์บ้านพลูหลวง

ซึ่งชื่อราชวงศ์พลูหลวงนี้ มาจากชื่อบ้านพลูหลวง ซึ่งเป็นหมู่บ้านในแขวงเมืองสุพรรณบุรี อันเป็นถิ่นกำเนิดเดิมของสมเด็จพระเพทราชา โดยการลำดับพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์บ้านพลูหลวง มีดังนี้

ลำดับพระมหากษัตริย์ใน ราชวงศ์บ้านพลูหลวง

1.สมเด็จพระเพทราชา (พ.ศ. 2231 – พ.ศ. 2246)

สมเด็จพระเพทราชา

สมเด็จพระเพทราชา ปฐมกษัตริย์แห่งราชศ์วงบ้านลูหลวง ที่มาของชื่อคือสมเด็จพระเพทราชา เป็นชาวบ้านพลูหลวง แขวงเมืองสุพรรณบุรี (ปัจจุบันคือบ้านพลูหลวง ตั้งอยู่ใน ต.สนามชัย อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี) ซึ่งเป็นบุตรของพระนมเปรม และมีพระขนิษฐา คือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ (แจ่ม) พระสนมเอกในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และต่อมาได้รับราชการจนมีบรรดาศักดิ์เป็นพระเพทราชา และยังดำรงตำแหน่งเจ้ากรมพระคชบาล ซึ่งขณะนั้นมีกำลังพลในสังกัดหลายพัน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2231 เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชประทับ ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรค์ พระองค์ก็ทรงพระประชวรใกล้สวรรคต และทรงเห็นว่าพระเพทราชาเป็นผู้ใหญ่ จึงได้มอบหมายให้ว่าราชการแทน ในระหว่างนั้นพระเพทราชาลวงพระอนุชาทั้งสองพระองค์ของสมเด็จพระนารายณ์ (เจ้าฟ้าน้อยและเจ้าฟ้าอภัยทศ) มีรับสั่งให้เข้าเฝ้า เมื่อทั้งสองพระองค์เสด็จถึงเมืองลพบุรีก็ถูกหลวงสรศักดิ์จับไปสำเร็จโทษที่วัดทราก ส่วนพระปีย์(พระราชโอรสบุญธรรม) ถูกผลักตกจากชาลาพระที่นั่งสุทธาสวรรค์แล้วถูกกุมตัวไปสำเร็จโทษ

เมื่อสมเด็จพระนารายณ์สวรรคตแล้ว สมเด็จพระเพทราชาจึงได้สั่งให้เจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) เข้ามาพบ เมื่อเจ้าพระยาวิชเยนทร์มาถึงศาลาลูกขุนก็ถูกกุมตัวไปประหารชีวิต เมื่อสมเด็จพระเพทราชาจัดการบ้านเมืองสงบแล้วจึงเชิญพระบรมศพสมเด็จพระนารายณ์มาประดิษฐานที่พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ จากนั้นก็รับราชาภิเษก ณ พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท

สมเด็จ พระเพทราชา

และเมื่อสมเด็จพระเพทราชาทรงปราบดาภิเษกนั้น สมเด็จพระเพทราชามีพระชนมายุได้ 51 พรรษา ทรงพระนามว่า “สมเด็จพระมหาบุรุษ วิสุทธิเดชอุดม บรมจักรพรรดิศร บรมนาถบพิตร สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว” และพระองค์ยังทรงตั้งคุณหญิงกันเป็นพระอัครมเหสีฝ่ายขวา ตั้งกรมหลวงโยธาเทพ (เจ้าฟ้าทอง) พระราชธิดาในสมเด็จพระนารายณ์เป็นพระมเหสีฝ่ายซ้าย รวมถึงได้ตั้งนางนิ่มเป็นพระสนมเอก แต่งตั้งหลวงสรศักดิ์เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล แต่งตั้งหม่อมแก้วบุตรท้าวศรีจุฬาลักษณ์ (แจ่ม) พระขนิษฐาของพระองค์เป็นกรมขุนเสนาบริรักษ์ เป็นต้น

หลังจากที่พระองค์ขึ้นครองราชย์แล้ว พระองค์ก็ได้ขับไล่กำลังทหารฝรั่งเศสออกไปจากกรุงศรีอยุธยา แต่ทว่ายังทรงอนุญาตให้บาทหลวง และพ่อค้าชาวฝรั่งเศสอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยาต่อไปได้ ซึ่งพระองค์ได้มีการทำสนธิสัญญากับฝรั่งเศส เรื่องการขนย้ายทหาร และทรัพย์สินของฝรั่งเศสออกจากป้อมที่บางกอก

โดยทางด้านของฝ่ายอาณาจักรอยุธยาเป็นผู้จัดเรือ กับต้องส่งคืนทรัพย์สิน ที่เป็นของกรุงศรีอยุธยาคืนทั้งหมด สำหรับข้าราชการ และราษฎรไทย ที่ยังอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ทางฝรั่งเศสเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับกรุงศรีอยุธยา ผลการปฏิบัติดังกล่าวทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีอยุธยากับฝรั่งเศสนั้น สิ้นสุดลงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

และสมเด็จพระเพทราชาเสด็จสวรรคตเมื่อปี พ.ศ. 2246 พระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ฉบับตัวเขียน ระบุว่าสวรรคต ณ พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ ขณะครองราชย์ได้ 15 ปี สิริพระชนมายุได้ 71 พรรษา

 

2.พระเจ้าสุริเยนทราธิบดี (พ.ศ. 2246 – พ.ศ. 2251)

พระเจ้าสุริเยนทราธิบดี

สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8  หรือว่าผู้คนในสมัยพระองค์มักเรียกขานพระองค์ว่า พระเจ้าเสือ เพื่อเปรียบว่า พระองค์มีพระอุปนิสัยโหดร้ายดังเสือ พระองค์ทรงมีพระปรีชาทางด้านมวยไทย โดยทรงเป็นผู้คิดท่าแม่ไม้มวยไทย ซึ่งเรื่องนี้ได้มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ปรากฏชัดเจน และยังได้มีการถ่ายทอดเป็นตำราให้ชาวไทยรุ่นหลังได้เรียนรู้ฝึกฝนจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ทางด้านของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ระบุในหนังสือ ศิลปะมวยไทย ถึงพระองค์ในการปลอมพระองค์เป็นชาวบ้านมาชกมวยกับนักมวยฝีมือดีจากเมืองวิเศษชัยชาญ และพระองค์ยังสามารถชนะนักมวยเอกได้ถึง 3 คน ซึ่งได้แก่ นายกลาง หมัดตาย, นายใหญ่ หมัดเหล็ก และนายเล็ก หมัดหนัก

ในปัจจุบัน กระทรวงวัฒนธรรม ได้กำหนดให้วันที่ 6 กุมภาพันธ์ (ตรงกับวันที่พระองค์ได้ขึ้นครองราชย์) ตามหลักฐานในประวัติศาสตร์เป็นวันมวยไทย นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงฝึกเจ้าฟ้าเพชร และเจ้าฟ้าพรผู้เป็นพระราชโอรส ให้มีความสามารถในด้านมวยไทย, กระบี่กระบอง และมวยปล้ำ

 

3.สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ (พ.ศ. 2251 – พ.ศ. 2275)

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ

สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9 หรือ สมเด็จพระที่นั่งท้ายสระ พระเจ้าท้ายสระ พระเจ้าภูมินทราชา หรือพระเจ้าบรรยงก์รัตนาสน์ เป็นพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 30 แห่งอาณาจักรอยุธยา และยังเป็นพระองค์ที่สามแห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง ราชวงศ์สุดท้ายของอาณาจักรอยุธยา ทรงครองราชย์ระหว่าง ปีพ.ศ. 2251 – พ.ศ. 2275

โดยสมเด็จพระสรรเพชญ์ ทรงมีพระนามเดิมว่าเจ้าฟ้าเพชร เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 กับพระอัครมเหสีพระนามว่าสมเด็จพระพันวษา ซึ่งพระองค์ทรงมีพระอนุชา และพระกนิษฐาร่วมพระมารดา 2 พระองค์ คือ เจ้าฟ้าพร และเจ้าฟ้าหญิงไม่ทราบพระนาม

และเมื่อพระราชบิดาสวรรคตในปี พ.ศ. 2252 พระองค์ก็ทรงขึ้นครองราชย์ เฉลิมพระนามว่าพระเจ้าภูมินทราชา แต่จารึกชะลอพระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมกข์ที่ออกพระนามว่า “พระบาทพระศรีสรรเพชญสมเด็จเอกาทศรุทอิศวรบรมนารถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว” แต่ประชาชนส่วนใหญ่มักออกพระนามว่าพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ต่อมาทรงสถาปนาพระบัณฑูรน้อย เจ้าฟ้าพร พระราชอนุชาเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล

 

4.สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ (พ.ศ. 2251 – พ.ศ. 2275)

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ

สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9 หรือ สมเด็จพระที่นั่งท้ายสระ พระเจ้าท้ายสระ พระเจ้าภูมินทราชา หรือพระเจ้าบรรยงก์รัตนาสน์ เป็นพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 30 แห่งอาณาจักรอยุธยา และยังเป็นพระองค์ที่สามแห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง ราชวงศ์สุดท้ายของอาณาจักรอยุธยา ทรงครองราชย์ระหว่าง ปีพ.ศ. 2251 – พ.ศ. 2275

โดยสมเด็จพระสรรเพชญ์ ทรงมีพระนามเดิมว่าเจ้าฟ้าเพชร เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 กับพระอัครมเหสีพระนามว่าสมเด็จพระพันวษา ซึ่งพระองค์ทรงมีพระอนุชา และพระกนิษฐาร่วมพระมารดา 2 พระองค์ คือ เจ้าฟ้าพร และเจ้าฟ้าหญิงไม่ทราบพระนาม

และเมื่อพระราชบิดาสวรรคตในปี พ.ศ. 2252 พระองค์ก็ทรงขึ้นครองราชย์ เฉลิมพระนามว่าพระเจ้าภูมินทราชา แต่จารึกชะลอพระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมกข์ที่ออกพระนามว่า “พระบาทพระศรีสรรเพชญสมเด็จเอกาทศรุทอิศวรบรมนารถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว” แต่ประชาชนส่วนใหญ่มักออกพระนามว่าพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ต่อมาทรงสถาปนาพระบัณฑูรน้อย เจ้าฟ้าพร พระราชอนุชาเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล

 

5.สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร (ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 2301 (2 เดือน))

สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร

สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร พระองค์ทรงมีพระนามเดิมว่าเจ้าฟ้าอุทุมพร ราษฎรเรียกว่าเจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ ซึ่งพระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ อันประสูติแต่กรมหลวงพิพิธมนตรี (พระพันวัสสาน้อย) และในคำให้การชาวกรุงเก่า ระบุว่าพระองค์ทรงมีพระเชษฐา และพระเชษฐภคินีร่วมพระมารดา 7 พระองค์ ได้แก่

–    เจ้าฟ้าประชาวดี

–    เจ้าฟ้าประภาวดี

–    เจ้าฟ้าพินทวดี

–    เจ้าฟ้ากษัตรีย์

–    สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ (กรมขุนอนุรักษ์มนตรี)

–    เจ้าฟ้าจันทรวดี

–    เจ้าฟ้านุ่ม

ส่วนสาเหตุที่พระนามว่า เจ้าฟ้าดอกเดื่อ หรือว่า เจ้าฟ้าอุทุมพร เพราะสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงสุบินเมื่อก่อนเจ้าฟ้าดอกเดื่อจะประสูติว่า พระองค์ทรงได้ดอกมะเดื่อซึ่งเป็นของที่หายากยิ่งในโลก พระองค์จึงทรงนำพระสุบินมาพระราชทานเป็นพระนามของ เจ้าฟ้าดอกเดื่อ

พระราชบิดาทรงขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2275 ครั้นเจ้าฟ้าดอกเดื่อ ทรงเจริญชันษาครบที่จะจัดพระราชพิธีลงทรง พระราชบิดาจัดการพระราชพิธี และยังมีพระนามตามพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอุทุมพรบวรราชกุมาร หลังจากนั้นได้จัดการพระราชพิธีโสกันต์ เมื่อมีพระชนม์ควรทรงกรมได้ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงกรม มีพระนามว่า กรมขุนพรพินิต

หลังจากที่เจ้าฟ้าธรรมธิเบศไชยเชษฐ์สุริยวงศ์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ถูกลงโทษโบยจนสวรรคต ในช่วงปี พ.ศ. 2298 อันเนื่องมาจากทรงถูกกล่าวหาว่าเป็นชู้กับ เจ้าฟ้านิ่ม เจ้าฟ้าสังวาลย์ เจ้าฟ้ากุ้ง นอกจากนี้ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลจึงว่างลง แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศก็มิได้ทรงสถาปนาพระราชโอรสพระองค์ใดขึ้นแทน

สมเด็จ พระเจ้าอุทุมพร

เมื่อถึงปี พ.ศ. 2300 กรมหมื่นเทพพิพิธได้ปรึกษากับเจ้าพระยาอภัยราชา พระยากลาโหม และพระยาพระคลัง แล้วกราบทูลขอให้สถาปนาเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิตเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล แม้ว่าทางด้านของกรมขุนพรพินิตจะปฏิเสธเพื่อถวายตำแหน่งแด่เจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี แต่ทว่าทางด้านของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า… “กรมขุนอนุรักษ์มนตรีนั้น มีวิสัยพระทัยปราศจากความเพียร ซึ่งถ้าหากให้ดำรงฐานาศักดิ์อุปราชสำเร็จราชกิจกึ่งหนึ่ง จะเกิดวิบัติฉิบหายเสีย เห็นแต่กรมขุนพรพินิจ กอปด้วยสติปัญญาเฉลียวฉลาด และควรจะดำรงเศวตรฉัตรรักษาแผ่นดินได้”… พระองค์จึงทรงตั้งกรมขุนพรพินิตเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล

แต่ทางด้านของเจ้าฟ้าอุทุมพรยังคงประทับ ณ พระตำหนักสวนกระต่ายในพระราชวังหลวงดังเดิม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าฟ้าเอกทัศน์เสด็จไปออกไปทรงผนวชที่วัดละมุด ปากจั่น เพื่อไม่ให้กีดขวางการสถาปนา

ต่อมาเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสวรรคต กรมหมื่นจิตรสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ และกรมหมื่นเสพภักดี ก็ได้เตรียมกองกำลังจะก่อกบฏ แต่ทว่าเมื่อพระเจ้าอุทุมพรทรงส่งพระราชาคณะ 5 รูป ซึ่งก็คือ พระเทพมุนี พระพุทธโฆษาจารย์ พระธรรมอุดม พระธรรมเจดีย์ และพระเทพกวี ไปเกลี้ยกล่อมก็กลับพระทัยมาถวายสัตย์ แต่ทว่าหลังจากอัญเชิญพระบรมศพประดิษฐาน ณ พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ ทางด้านของพระเจ้าอุทุมพรก็ให้วางกำลังดักรอที่พระตำหนักตึก จึงได้จับเจ้าสามกรมไปสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ในวันแรม 13 ค่ำ เดือน 6 แล้วตั้งการปราบดาภิเษก ณ พระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท ในวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 7 พ.ศ. 2501

โดยพระองค์ทรงครองราชย์ได้เพียง 10 วัน ก็ถวายราชสมบัติแด่เจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี ถึงข้างขึ้นเดือน 7 ก็เสด็จด้วยกระบวนพยุหยาตราชลมารคไปผนวชที่วัดเดิม จากนั้นก็ย้ายไปประทับ ณ วัดประดู่

หลังเสียกรุงศรีอยุธยา

หลังเสียกรุงศรีอยุธยา

หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง ในปี พ.ศ. 2310 พระเจ้าอุทุมพร ก็ถูกกวาดต้อนไปที่พม่าพร้อมด้วยเจ้านาย และเชลยศึกชาวไทยอื่น ๆ โดยทางพม่าได้ให้สร้างหมู่บ้านอยู่รอบเมืองมัณฑะเลย์ และพระองค์ก็เป็นผู้ให้ปากคำเรื่องประวัติศาสตร์อยุธยาแก่พม่า

ซึ่งต่อมาได้ชื่อว่า “คำให้การขุนหลวงหาวัด” และในปัจจุบัน หมู่บ้านดังกล่าวนี้ก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งมีชื่อว่า “เมงตาสึ” แปลว่า “เยี่ยงเจ้าชาย” และก็ยังคงมีหลักฐานปรากฏถึงวัฒนธรรมไทยอยู่ อย่างเช่น ประเพณีการขนทรายเข้าวัดในวันสงกรานต์ หรือว่าการตั้งศาลบูชาพ่อปู่ หรือ หัวโขน เป็นต้น แม้ว่าผู้คนในหมู่บ้านนี้จะไม่สามารถพูดไทย หรือว่ามีวัฒนธรรมไทยเหลืออยู่แล้วก็ตาม แต่ทว่าก็เป็นที่รับรู้กันว่าบรรพบุรุษของพวกเขาเป็นเชลยมาจากไทย และในปัจจุบันคนไทยกลุ่มนี้มีชื่อเรียกว่า “โยเดีย” (Yodia) ตามพงศาวดารพม่าสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรสวรรคต ในขณะทรงเป็นบรรพชิต ใน พ.ศ. 2339

 

6. สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ (พ.ศ. 2301 – ปี พ.ศ. 2310)

สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์

สมเด็จพระบรมราชา ทรงมีพระนามเดิมว่าเจ้าฟ้าเอกทัศ พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ประสูติแต่กรมหลวงพิพิธมนตรี (พระพันวัสสาน้อย) และเมื่อพระราชบิดาปราบดาภิเษกในปี พ.ศ. 2275 จึงโปรดให้ตั้งเป็นกรมขุนอนุรักษ์มนตรี

หนึ่งปีก่อนพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสวรรคตนั้น พระองค์ได้ทรงแต่งตั้งเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิต พระอนุชาของเจ้าฟ้าเอกทัศ ให้เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล แต่ทว่าเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิตทูลว่า เจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี พระเชษฐา ยังคงอยู่จึงขอพระราชทานให้เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลน่าจะสมควรกว่า โดยเรื่องนี้พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจึงตรัสว่า กรมขุนอนุรักษ์มนตรีนั้น เป็นวิสัยพระทัยปราศจากความเพียร แต่ถ้าจะให้ดำรงฐานานุศักดิ์อุปราชสำเร็จราชกิจกึ่งหนึ่ง ก็จะเกิดวิบัติฉิบหายเสีย  เห็นแต่กรมขุนพรพินิจ กอปรด้วยสติปัญญาฉลาดเฉลียว ก็ควรที่จะดำรงเศวตฉัตรรักษาแผ่นดินได้จากนั้นก็รับสั่งกับกรมขุนอนุรักษ์มนตรีว่า “จงไปบวชเสีย อย่าอยู่ให้กีดขวาง” ด้วยเหตุนี้เองที่ทางด้านของกรมขุนอนุรักษ์มนตรีเกรงพระราชอาญาจึงจำพระทัยทูลลาผนวชไปประทับ ณ วัดละมุดปากจั่น ส่วนเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิตได้รับอุปราชาภิเษก เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลแทน

การเสด็จขึ้นครองราชย์

การเสด็จขึ้นครองราชย์

เมื่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงเสด็จสวรรคต ในปี พ.ศ. 2301 พระเจ้าอุทุมพรก็เสด็จขึ้นครองราชย์แทน ในระหว่างนั้นกรมขุนอนุรักษ์มนตรีเสด็จมาประทับ ณ พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ ราว 2 เดือนต่อมา พระเจ้าอุทุมพรเสด็จไปถวายราชสมบัติแก่กรมขุนอนุรักษ์มนตรีแล้วก็ทรงเสด็จออกผนวช ประทับ ณ วัดประดู่ทรงธรรม กรมขุนอนุรักษ์มนตรีจึงเสด็จขึ้นราชาภิเษก ณ พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท ซึ่งทรงพระนามว่า “สมเด็จพระบรมราชามหาอดิศร บวรสุจริต ทศพิธธรรมธเรศ เชษฐโลกานายกอุดม บรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว”

สงครามคราวเสียกรุงครั้งที่สอง

สงครามคราวเสียกรุงครั้งที่สอง

ในช่วงระหว่างที่พระองค์ครองราชย์ พม่าได้ยกกองทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 2303 ซึ่งพระเจ้าเอกทัศได้ทรงขอให้พระเจ้าอุทุมพรลาผนวชมาช่วยบัญชาการ การรบ ซึ่งพระเจ้าอลองพญา พระมหากษัตริย์พม่า ที่ยกทัพมา แต่สวรรคตเสียก่อน

และต่อมาในปี พ.ศ. 2307 พระเจ้ามังระ โอรสของพระเจ้าอลองพญา ก็ได้เป็นพระมหากษัตริย์พม่า และยังได้ส่งกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีก ให้เกณฑ์กองทัพกว่า 70,000 นาย และได้ยกเข้าตีเมืองไทย 2 ทาง ทางทิศใต้เข้าตีเข้าทางเมืองมะริด ส่วนทางตอนเหนือตีลงมาจากแคว้นล้านนา และยังบรรจบกันที่กรุงศรีอยุธยา เป็นศึกขนานกันสองข้างโดยได้ล้อมกรุงศรีอยุธยานาน 1 ปี 2 เดือน ก็เข้าพระนครได้ เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310

ที่สำคัญในพงศาวดารฉบับหอแก้ว และคองบองของพม่า ได้บรรยายให้เห็นว่าในสงครามครั้งนี้ ซึ่งผู้ปกครองกรุงศรีอยุธยาเองก็ได้เตรียมการ และกระทำการรบอย่างเข้มแข็ง มิได้เหลวไหลอ่อนแอ

การสวรรคต

เจ้าฟ้าเอกทัศ

สาเหตุที่พระเจ้าเอกทัศเสด็จสวรรคต มีข้อสันนิษฐานไว้หลายข้อ และในหลักฐานของไทยส่วนใหญ่บันทึกไว้ว่าพระองค์เสด็จสวรรคตจากการอดพระกระยาหารเป็นเวลานานกว่า 10 วัน และหลังจากที่เสด็จหนีไปซ่อนตัวที่ป่าบ้านจิก ใกล้กับวัดสังฆาวาส บรรดาทหารพม่าเชิญเสด็จไปที่ค่ายโพธิ์สามต้น เมื่อเสด็จสวรรคต นายทองสุกก็ได้นำพระบรมศพไปฝังไว้ที่โคกพระเมรุ ตรงหน้าพระวิหารพระมงคลบพิตร ต่อมา สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงอัญเชิญพระบรมศพขึ้นถวายพระเพลิงตามโบราณราชประเพณี

ฝ่ายพงศาวดารพม่าได้ระบุว่า เกิดความสับสนระหว่างการหลบหนีในเหตุการณ์กรุงแตก จึงถูกปืนยิงสวรรคตที่ประตูท้ายวัง ส่วนคำให้การของแอนโทนี โกยาตัน ซึ่งมีตำแหน่ง Head of the foreign Europeans เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2311 มีว่า “กษัตริย์องค์ที่สูงวัย (พระเจ้าเอกทัศ) ถูกลอบปลงพระชนม์โดยชาวสยามเช่นเดียวกัน” หรือไม่พระองค์ก็ทรงวางยาพิษตนเอง

นอกจากนี้ อาณาจักรอยุธยา ที่อยู่ภายใต้ราชวงศ์บ้านพลูหลวงก็เริ่มอ่อนแอลงเรื่อย ๆ ด้วยมีความขัดแย้งตลอดราชวงศ์ ผู้คนแตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย อย่างเช่น การชิงราชสมบัติเมื่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ในระหว่างพระโอรสของพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ กับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ที่กินระยะเวลายาวนานถึง 1 ปี หรือว่าการช่วงชิงราชสมบัติมาจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งราชวงศ์ปราสาททอง

และเมื่อตอนต้นราชวงศ์ด้วย ในช่วงปลายของราชวงศ์ สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศ) ก็ต้องเผชิญหน้ากับศึกภายนอกจากกองทัพอังวะจากราชวงศ์อลองพญา ซึ่งขณะนั้นยกมาจากทางเหนือ และใต้จนล้อมกรุงศรีอยุธยานาน 1 ปี 2 เดือน จนกระทั่งกรุงศรีอยุธยาแตกในที่สุด และเมื่อสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ทรงสวรรคตในช่วงเสียกรุงศรีอยุธยาเป็นครั้งที่สองจึงถือว่าเหตุการณ์นี้เป็นอันสิ้นสุดลงของ ราชวงศ์บ้านพลูหลวง