ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง  หรือที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่า “จารึกหลักที่ 1” ซึ่งเป็นศิลาจารึกที่บันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในช่วงสมัยกรุงสุโขทัย และหลักศิลาจารึกนี้ เจ้าฟ้ามงกุฎฯ ในขณะที่พระองค์ทรงผนวชอยู่ และเป็นผู้ทรงค้นพบเมื่อวันกาบสี ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 3 จ.ศ. 1214 ณ เนินปราสาทเมืองเก่าสุโขทัย อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย

ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง

โดยพระองค์ทรงพบว่าหลักศิลาจารึก มีลักษณะเป็นหลักสี่เหลี่ยมด้านเท่า ทรงกระโจม สูงราวๆ 111 ซม. หนาประมาณ 35 ซม. เป็นหินทรายแป้งเนื้อละเอียด และยังมีจารึกทั้งสี่ด้าน

ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง คืออะไร?

ศิลา จารึก พ่อขุน รามคำแหง ด้าน ที่ 1

ศิลาจารึก คือ สิ่งที่ให้ความรู้ด้านภาษาศาสตร์ อักษรศาสตร์ และนิรุกติศาสตร์ เป็นส่วนใหญ่ และในส่วนของเนื้อหาสาระศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ถือเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ ที่แสดงถึงวัฒนธรรมของชนชาติเจ้าของจารึก ว่ามีความเป็นมาอย่างไร

ความเป็นมาของศิลาจารึก

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศ เป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฏ ในขณะที่พระองค์ทรงผนวชอยู่ พระองค์ทรงเสด็จจาริกไปยังท้องถิ่นต่าง ๆ และพระองค์ก็ทรงค้นพบศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 อันเป็นหลักลายสือไทยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ค้นพบที่ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย เมื่อปี พ.ศ.2376 หลังจากนั้นก็ได้มีการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องราวของศิลาจารึกอีกหลายหลัก ที่กล่าวถึงเหตุการณ์ในชัวงสมัยสุโขทัย

ศิลาจารึก คือ

ซึ่งศิลาจารึกที่สลักขึ้นในช่วงสมัยสุโขทัยมีความเจริญรุ่งเรือง และเนื้อหาที่ถูกแปลแล้วนำมาพิมพ์รวบรวมไว้ใน ประชุมจารึกสยามภาคที่ 1 พ.ศ.2467 จำนวน 15 หลัก และหลังจากนั้นได้มีการศึกษาเพิ่มเติม และจัดพิมพ์เผยแพร่ โดยการจัดพิมพ์ในครั้งนี้มีหอสมุดแห่งชาติเป็นหน่วยหลักหลายครั้ง เฉพาะหลักจารึกสมัยสุโขทัย ได้มีการรวบรวมจัดพิมพ์อีกครั้งในหนังสือจารึกสมัยสุโขทัย โดยกรมศิลปากร เนื่องในโอกาสฉลอง 700 ปี ลายสือไทย ซึ่งเนื้อหาในจารึกสุโขทัย จำแนกไว้เป็น 5 กลุ่ม คือ

  1. 1.จารึกที่ใช้อักษรไทยสุโขทัย
  2. จารึกที่ใช้อักษรขอมสุโขทัย
  3. จารึกที่ใช้อักษรไทยขึ้นต้น และต่อด้วยอักษรขอมสุโขทัย
  4. จารึกที่ใช้อักษรขอมขึ้นต้น และต่อด้วยอักษรไทยสุโขทัย
  5. จารึกที่ใช้อักษรไทยสุโขทัยขึ้นต้น และต่อด้วยอักษรธรรมล้านนา

จารึกสมัยสุโขทัยที่พบ และอ่านแล้วมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 100 หลัก และที่ใจความสำคัญ ดังนี้

ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ทำขึ้นจากหินทรายแป้ง โดยหลักมีลักษณะเป็นหลักสี่เหลี่ยมด้านเท่าทรงกระโจม หรือว่าทรงยอ กว้างด้านละ 35 เซนติเมตร สูง 111 เซนติเมตร ถูกจารึกอักษรไทยสุโขทัย ภาษาไทย ปี พ.ศ.1835 เรียกศิลาจารึกหลักนี้ว่า จารึกหลักที่ 1 และในปัจจุบันจารึกหลักที่ 1 อยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2476 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฎ ขณะที่พระองค์ยังทรงผนวชได้เสด็จจาริกหัวเมืองฝ่ายเหนือ และเมื่อถึงเมืองเก่าสุโขทัย พระองค์ก็ทรงพบศิลาจารึกหลักนี้พร้อมด้วยพระแท่นมนังคศิลาบาตร ณ โคกปราสาทร้าง พระองค์จึงได้โปรดให้นำหลักสิลาจารึกนี้เข้ากรุงเทพ ฯ ในขั้นแรกหลักสิลาจารึกถูกเก็บรักษาไว้ที่วัดราชาธิวาส เพราะทรงประทับอยู่ ณ ที่วัดนั้น และต่อมาเมื่อพระองค์ทรงย้ายไปประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร จึงโปรดให้ย้ายหลักสิลาจารึกไปไว้ที่วัดบวร ฯ

สรุปศิลาจารึกหลักที่ 1

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ พระองค์ทรงอ่านศิลาจารึกหลักนี้ได้เป็นพระองค์แรก เมื่อปี พ.ศ.2479 และหลังจากนั้นทางด้านของ หอสมุดวชิรญาณได้จัดพิมพ์เนื้อหาของหลักสิลาจารึกเป็นครั้งแรก

และหลังจากนั้นไม่นานมานี้ได้มีผู้ที่ถูกเรียกกันว่าเป็นนักวิชาการบางคน และก็มีพรรคพวกที่มีความเห็นอย่างเดียวกัน แต่ทว่าบางพวกไม่เชื่อว่าเป็นหลักศิลาจารึกที่พ่อขุนรามคำแหงสร้างขึ้นนี้มีอายุ 700 ปีมาแล้ว จึงได้มีการพิสูจน์ทางด้านวิทยาศาสตร์ ตามที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเสนอไว้ในการประชุมใหญ่ ฯ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2532

โดยพระองค์ได้มอบหมายให้นักวิทยาศาสตร์ ประจำกรมศิลปากร และกรมทรัพยากรธรณี เป็นคนทำการวิจัยเรื่อง การพิสูจน์ศิลาจารึกหลักที่ 1 ด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ โดยเริ่มต้นจากการนำศิลาจารึกที่ทำด้วยหินทรายแป้ง ชนิดเดียวกับศิลาจารึกหลักที่ 1 และถูกทิ้งกรำแดดกรำฝน ซึ่งก็คือ

–   ศิลาจารึกวัดพระบรมธาตุนครชุม เมืองกำแพงเพชร (จารึกหลักที่ 3)

–   ศิลาจารึกวัดมหาธาตุ (จารึกหลักที่ 45)

–   พระแท่นมนังคศิลาบาตร

–   จารึกชีผ้าขาวเพสสันดรวัดข้าวสาร

การนำหลักศิลาเหล่านี้มาทำการทดลอง จากนั้นำมาเปรียบเทียบกัน ผู้วิจัยได้ใช้แว่นขยายรังสีอัลตร้าไวโอเลต และรังสีอินฟราเรด กล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญมากในการตรวจพิสูจน์ และเมื่อเปรียบเทียบวิเคราะห์หลาย ๆ จุดบนตัวอย่างแต่ละตัวอย่างแล้ว เพื่อนำมาหาค่าเฉลี่ยพบว่า ความแตกต่างขององค์ประกอบผิวกับส่วนที่อยู่ข้างในของศิลาจารึกหลักที่ 1 หลักที่ 3 และหลักที่ 45 มีสัดส่วนใกล้เคียงกัน จึงสรุปผลการพิสูจน์ว่า

เนื้อหาศิลาจารึกหลักที่ 1

“ผิวของหินตรงร่องที่เกิดขึ้นจากการจารึกตัวอักษรมีปริมาณแคลไซด์ ซึ่งลดลงมากใกล้เคียงกับผิวส่วนอื่น ๆ ของศิลาจารึกหลักที่ 1 จนสามารถมองเห็นว่าเป็นชั้นที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน แสดงว่าหลักจารึกที่ทำการทดลองนี้เป็นการจารึกในช่วงเวลาเดียวกัน หรือเวลาใกล้เคียงกันกับการสกัดก้อนหินออกมาเป็นแท่งแล้วการขัดผิวให้เรียบ มิใช่เป็นการนำแท่งหินที่ขัดผิวไว้เรียบร้อยในช่วงสมัยสุโขทัย แล้วก็นำมาจารึกขึ้นใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์ ”

จากความจริงที่ถูกพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ดังกล่าว ซึ่งนั่นก็แสดงว่าศิลาจารึกหลักที่ 1 ได้ผ่านกระบวนการสึกกร่อนผุสลายมาแล้วเป็นเวลาหลายร้อยปี ใกล้เคียงกับศิลาจารึก หลักที่ 3 หลักที่ 45 และหลักที่กล่าวถึงชีผ้าขาวเพสสัดร จึงเป็นอันยุติว่า ศิลาจารึกหลักที่ 1 เป็นของดั้งเดิมในสมัยก่อน ไม่ใช่ถูกทำขึ้นใหม่ อย่างที่กลุ่มคนบางจำพวกยกเป็นประเด็นขึ้นมา

ความสําคัญของศิลาจารึก

นอกจากนี้สาระสำคัญของศิลาจารึกหลักที่ 1 ในเบื้องต้นเป็นการบอกเล่าถึงเรื่องราวของ พระราชประวัติพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งพระองค์ทรงบอกเล่าด้วยพระองค์เอง ที่ทรงตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนถึงขึ้นครองราชย์ การบอกเล่าในหลักศิลาแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของสมัยสุโขทัย และวิถีชีวิตของคนไทยในสมัยนั้น ที่ชาวบ้านอาศัยอยู่ร่วมกันด้วยน้ำใจไมตรี เคารพในสิทธิเสรีภาพของกันและกัน ผู้คนมีใจบุญสุนทาน เอื้ออาทรกัน ให้ทาน และรักษาศีลกันเป็นประจำ

ในจารึกยังได้ให้ข้อมูลว่า พ่อขุนรามคำแหงทรงคิดประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นมา ในปีมหาศักราช 1205 ซึ่งตรงกับ ปี พ.ศ.1826 ต่อมาพ่อขุนรามคำแหงทรงให้ช่างนำหินทรายแป้งมาทำพระแท่นชื่อ “พระแท่นมนังคศิลาบาตร” และพระองค์ทรงให้ตั้งไว้ที่กลางดงตาล ในวันพระแปดค่ำ สิบห้าค่ำ และพระองค์ได้ทรงนิมนต์พระเถระขึ้นนั่งบนพระแท่นแล้วแสดงธรรมให้ ไพร่ฟ้าทั้งหลายได้สดับตรับฟัง และในวันธรรมดาพ่อขุนรามคำแหง ทรงขึ้นประทับนั่งว่าราชการงานเมือง และทรงตัดสินคดีความต่างๆ  ซึ่งพระองค์ทรงโปรดให้แขวนกระดิ่งไว้ เพื่อให้ผู้ที่มีความทุกข์ร้อนมาสั่นกระดิ่งร้องทุกข์