ความไม่สงบชายแดนภาคใต้ ของประเทศไทย จัดว่าเป็นสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในประเทศไทย หรือที่หลายคนเรียกว่า “ไฟใต้” เป็นความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งความขัดแย้งดังกล่าวกำเนิดในปี พ.ศ. 2491 เริ่มจากกบฏดุซงญอ  ซึ่งถือว่าเป็นการก่อกำเริบการแยกออกทางเชื้อชาติ และศาสนาในภูมิภาคมลายูปัตตานี แต่ทว่าความไม่สงบดังกล่าวเริ่มบานปลายขึ้นหลังปี พ.ศ. 2547

ความไม่สงบชายแดนภาคใต้ ของประเทศไทย

ความไม่สงบชายแดนภาคใต้

 

อดีต “รัฐสุลต่านปัตตานี” มีสามจังหวัดชายแดนใต้ของไทย ได้แก่  ปัตตานี  ยะลา นราธิวาส ตลอดจนบางส่วนของจังหวัดสงขลาที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง และส่วนตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศมาเลเซีย ถูกราชอาณาจักรรัตนโกสินทร์พิชิตได้ในปี พ.ศ. 2328 และก็ถูกไทยปกครองนับแต่นั้น ยกเว้น “กะลันตัน”

 

ถึงแม้ว่าจะเกิดความรุนแรงแยกตัวออกระดับต่ำในภูมิภาคมาหลายทศวรรษแล้ว โดยนิยมนับตั้งแต่ปลาย ปี พ.ศ. 2490 สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เริ่มร้อนระอุ เกิดเหตุการณ์เผาโรงเรียนในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี

 

นอกจากนั้น ยังเกิดเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย รวมถึงมีการปล้นสดมภ์ในท้องที่ต่างๆรวมได้ประมาณ 200 คด ต่อมาในวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2496 รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ในอำเภอหาดใหญ่ สงขลา และจังหวัดยะลา ในปี พ.ศ. 2497 หะยีสุหลง ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย และหลังจากนั้นไม่นาน ในปี พ.ศ. 2498 นายสมรรถ เอี่ยมวิโรจน์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาสถูกลอบสังหาร

 

ต่อมาใน ปี พ.ศ. 2524 เกิดเหตุการณ์ก่อเหตุร้ายต่างๆ เกิดขึ้นเป็นระยะๆ อย่างเช่น การจับครูเรียกค่าคุ้มครอง หรือค่าไถ การกรรโชกข่มขู่นักธุรกิจพ่อค้าคนจีน โดยส่งเป็นหนังสือประทับตรากลุ่มต่างๆ ที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ และนอกพื้นที่ให้จ่ายค่าคุ้มครองดูแลความปลอดภัยของ  และที่สำคัญเหตุการณ์ที่มีชื่อเสียงคือการลอบสังหาร กำธร ลาชโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2524

 

คนร้ายบุกเผาบ้านพักตำรวจ

 

วันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2531 มีคนร้ายบุกเผาบ้านพักตำรวจ และโรงเรียน ภายในพื้นที่จังหวัดปัตตานีรวม 4 จุด ต่อมาวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2531 จังหวัดนราธิวาส คนร้ายบุกเข้าจับคนงานไทยพุทธ บริษัท ไทยถาวรท่าไม้ ซึ่งก่อนฆ่าด้วยอาวุธปืน ทั้ง 3 ราย

 

แต่ทว่าสถานการณ์บานปลายหลังจากช่วงปี พ.ศ.2544 และมีการระบาดใหม่ในปี 2547 ซึ่งบางครั้งล้นไปจังหวัดใกล้เคียง  ซึ่งมีเหตุการณ์ที่มีการอ้างว่าผู้ก่อการกำเริบภาคใต้ ซึ่งเป็นผู้ลงมือเกิดในกรุงเทพมหานคร และจังหวัดภูเก็ต

 

แต่ทว่านักสื่อสารมวลชนมักจะออกมาอ้างอิงเหตุการณ์ที่ ทักษิณ ชินวัตร ตัดสินใจยุบ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยทางด้านของคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาความมั่นคงจังหวัดชายแดนภารใต้

ซึ่งทางด้านของ สำนักงานคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้ และกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหารที่ 43 ในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นปฐมบทของความรุนแรงของความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ที่เกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน ส่วนเหตุการณ์ที่นักวิชาการ ถือว่าเป็นปฐมบทของความรุนแรง คือ “เหตุการณ์ปล้นปืนครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ที่กองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส”

 

ไฟใต้

 

นอกจากนี้ ในวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้ออกมาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อรับมือกับสถานการณ์ความไม่สงบภาคใต้ แต่ทว่าการก่อการกำเริบยิ่งบานปลาย ในช่วงเดือนกันยายน 2549 คณะทหารผู้ยึดอำนาจการปกครองรัฐประหาร ที่มีการเปลี่ยนนโยบายใหญ่ โดยแทนแนวทางก่อนหน้าของทักษิณ ชินวัตร ด้วยการรณรงค์เพื่อชนะใจของผู้ก่อการกำเริบ

 

เพราะถึงแม้ว่าจะมีความคืบหน้าเล็กน้อยในการจัดการกับความรุนแรง แต่ทว่าทางด้านของ คณะผู้ยึดอำนาจการปกครองประกาศว่าความมั่นคงกำลังดีขึ้น และสันติภาพจะคืนสู่ภูมิภาคภายในปี 2551 ทว่า ในเดือนมีนาคม 2551 ยอดผู้เสียชีวิตเกิน 3,000 คน

 

ความขัดแย้งภาคใต้

 

ต่อมาในสมัยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กษิต ภิรมย์ ว่าเขามั่นใจว่าจะนำสันติภาพสู่ภูมิภาคภายในปี พ.ศ. 2553 แต่เมื่อถึงปลายปีนั้น ความรุนแรงดังกล่าวได้มีเพิ่มมากขึ้น ตรงกันข้ามกับการมองโลกในแง่ดีของรัฐบาล กรมสอบสวนคดีพิเศษ จัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปี พ.ศ. 2554

 

และต่อมาในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554 รัฐบาลออกมายอมรับว่าสถานการณ์ได้เพิ่มมากขึ้น และขณะนั้นก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน หลังจากนั้นในปี วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เวลา 03.00 น. คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ 10 เดือน 11 วัน ถูกยกเลิกในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558

 

นอกจากนี้ผู้นำท้องถิ่นยังได้ออกมาเรียกร้องอัตตาณัติระดับหนึ่งแก่ภูมิภาคปัตตานีจากประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และขบวนการผู้ก่อการกำเริบแยกตัวออกบางส่วนเพื่อเรียกร้องให้มีการเจรจาสันติภาพ

แต่ทว่า กลุ่มบุคคลเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกเบี่ยงเบนความสนใจ โดยกลุ่มขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี-โคออร์ดิเนต (BRN-C) โดยเป็นกลุ่มที่กำลังเป็นหัวหอกการก่อการกำเริบ ซึ่งกลุ่มนี้ไม่เห็นเหตุผลให้ต้องเจรจา และยังคัดค้านการพูดคุยกับกลุ่มก่อการกำเริบอื่น BRN-C มีเป้าหมายทันทีเพื่อทำให้ภาคใต้ของประเทศไทยปกครองไม่ได้ และยังประสบความสำเร็จเป็นส่วนใหญ่

 

เบื้องหลังของสถานการณ์

ความ จริง สาม จังหวัด ชายแดน ใต้

 

ปัจจัยทางการเมือง

 

 ปัญหาชายแดนใต้

 

นับว่าเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่า ความไม่สงบชายแดนภาคใต้ ของประเทศไทย มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างนักการเมืองท้องถิ่น เนื่องจากว่า ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 นายมีลาภ เทพฉิม ประธานกรรมการบริหาร อบต.ปากแตระ อ.ระโนด จ.สงขลา ได้ใช้อาวุธปืน 11 มม.จ่อยิงประธานสภา และสมาชิกสภา อบต.ทีละคน เสียชีวิต 3 ราย

 

ซึ่งเรื่องนี้ทางด้านของ พล.อ.หาญ ลีนานนท์ ได้ให้สัมภาษณ์ลงหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2547 ตอนหนึ่งว่า “การเมืองท้องถิ่นนั้นแหละตัวแสบ ทำให้พื้นที่ตกอยู่ภายในอำนาจมืด คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่รู้ดีว่าพวกนี้ถือหางใคร เป็นหัวคะแนนใคร แก้ปัญหาที่ลูบหน้าปะจมูก จนมีส่วนทำให้รังสีโจรแน่น ครอบคลุมพื้นที่ไปหมด แล้วอย่างนี้ ท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย จะไม่ทำให้สภาปั่นป่วนหรือ”

ปัจจัยทางศาสนา

 

สาเหตุ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

 

หลังจากในปี พ.ศ. 2547 ก็พบเหตุการณ์ข่มขู่คนไทยที่นับถือศาสนาพุทธเพิ่มขึ้นอาทิ ได้มีการแจกใบปลิวไปทั่วหมู่บ้าน ใจความข่มขู่เอาชีวิต เพราะว่าถ้าหากชาวไทยพุทธรายใดไม่ยอมขายสวนยางพาราในราคาถูก ในวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2556 พบใบปลิว ซึ่งได้เขียนข้อความโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวกับเหตุการณ์สังหาร นายอับดุลรอฟา พร้อมกับการประกาศเอาชีวิตคนไทยพุทธหากเกิดการฆ่าชาวมลายูมุสลิม

 

โดย นายจอห์น แบรนดอน ผอ.โครงการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งมูลนิธิเอเซีย ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี .สหรัฐอเมริกา ได้ออกมากล่าวตอนหนึ่งว่า “มุสลิม 5 ล้านคน ไม่พอใจยิ่ง ที่ถูกปฏิเสธไม่ยอมรับภาษา วัฒนธรรม และความเป็นมลายู”

 

นับว่าความรุนเเรง หรือว่า ความไม่สงบชายแดนภาคใต้ ของประเทศไทย เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และในปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงเลย ปัญหาความขัดแย้งที่ยังไม่มีทางแก้ไข