ภาวะฟองสบู่ หรือว่า ภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ (economic bubble) คือ ภาวะที่ราคาของสินทรัพย์ อย่างเช่นอสังหาริมทรัพย์ หรือว่าหน่วยลงทุนต่าง ๆ เพิ่มขึ้นสูงเกินกว่าราคาตามความเป็นจริง จนทำให้เกิดอุปสงค์เทียมจากการเก็งกำไรที่ทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งนั่นก็เป็นวงจรการขยายตัวเหมือนฟองสบู่

ภาวะฟองสบู่

โดยส่วนใหญ่ภาวะฟองสบู่ ที่ว่านี้จะจบลงเมื่อเกิดเหตุที่ทำให้นักลงทุนเลิกคาดหวังว่าราคาจะเพิ่มขึ้นอีก หรือว่าทางด้านรัฐบาลออกนโยบายเพื่อดึงราคาลงสู่ภาวะปกติ ซึ่งนั่นก็ทำให้การเก็งกำไรและราคาที่สูงกว่าความเป็นจริงลดลง

 

นอกจากนี้ ราคาสินทรัพย์ในภาวะฟองสบู่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าราคาจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น  ราคาจึงเริ่มลดลงภาวะฟองสบู่ก็จะหดตัวลงอย่างรวดเร็ว จนมีส่วนทำให้เกิดภาวะฟองสบู่แตก ซึ่งนั่นก็มักจะทำให้เกิดปัญหาหนี้เสียเกิดขึ้นตามมา

 

ตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์พลิกล๊อกเอาชนะฮิลลารี คลินตันมาได้ราว 5 เดือน ดัชนีหุ้นดาวน์โจนส์ก็ได้ทยานขึ้นมากว่า 14 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากนักลงทุนเชื่อว่าทรัมป์จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ด้วยการลดภาษีและลดภาระทางกฎหมายให้กับกลุ่มธุรกิจ

 

ภาวะฟองสบู่ คืออะไร ?

เศรษฐกิจฟองสบู่ของไทย

ภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้น ครั้งแรกที่เคยบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ คือเมื่อราวๆ ปี ค.ศ. 1720 ประเทศอังกฤษ และประเทศเนเธอร์แลนด์ มีการไต่ขึ้นของราคาหุ้นอย่างไม่หยุดหย่อน โดยการเริ่มต้นจากหุ้นฮ๊อตๆ ในสมัยนั้นเช่น บริษัท “ฟินเทค” ที่หัวใสเริ่มต้นเอาหนี้รัฐบาลมาแปลงเป็นหุ้น หรือว่าทำบริษัทที่เกี่ยวข้องกับประกันการเดินเรือ และการค้าขายสินค้า

เริ่มตั้งแต่วัตถุดิบจากดินแดนอันไกลโพ้น รวมไปถึงแรงงานทาสจากทวีปแอฟริกา หลังจากนั้นพอเริ่มมีข่าวหรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่มาลบล้างความหอมหวานของอนาคตของธุรกิจ แต่ทว่าสุดท้ายราคาหุ้นก็ร่วงลงอย่างรุนแรง (คนไทยเรียก “ฟองสบู่แตก”) และเมื่อนักลงทุนแย่งกันเทขายพร้อมๆ กันเพื่อปิด position และนี่กฌคือลักษณะคลาสสิกของ”ภาวะฟองสบู่”

 

สำหรับในบางกรณีภาวะฟองสบู่ ในหุ้นไม่กี่ตัวอาจจะแพร่สู่ตลาด โดยรวม และสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างได้ด้วยทั้งๆ ที่มีนักลงทุนหลายคนที่ไม่ได้มีเอี่ยวกับการสร้างฟองสบู่พวกนั้นเลยก็ตาม

นอกจากนี้สาเหตุหนึ่ง คือ เนื่องจากหากราคาหุ้นฟองสบู่ตกฮวบลงมากๆ นอกจากนี้ผู้ถือหุ้นบางคนอาจโดน margin call มีความจำเป็นต้องไปปิด position อื่นๆ ในหุ้นที่ “บริสุทธิ” การเทขายจึงสามารถลุกลามไปเป็นวงกว้างได้นั่นเองค่ะ

 

อะไรทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ ?

อะไรทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ ?

แม้ว่าในปัจจุบันนี้จะยังมีการถกเถียงกันอยู่บ้าง แต่ว่าโดยส่วนมากแล้วการซื้อขายสินทรัพย์โดยไม่ยึดติดกับ fundamentals เพราะว่าที่แท้จริงเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักว่าทำไมถึงเกิดภาวะฟองสบู่อยู่นักต่อนัก

แม้ว่าจะมีนักเศรษฐศาสตร์จะยังไม่ทราบ 100% ว่าอะไร ทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ แต่ทว่าก็พบข้อสังเกตหลักๆ ที่พอจะมีข้อมูลและการทดลองมารองรับได้ ดังนี้

 

  1. ภาวะฟองสบู่มักเกิดขึ้นพร้อมๆ กับเวลาที่มี volume ของการเทรดมากขึ้น
  2. ภาวะฟองสบู่มักเกิดขึ้นพร้อมๆ กับเวลาที่มีอุปทานของ asset เพิ่มขึ้น
  3. ภาวะฟองสบู่มักเกิดขึ้นพร้อมๆ กับเวลาที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ตั้งแต่สมัยรถจักรไอน้ำ

 

และที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็ คือ ภาวะฟองสบู่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายมากๆ ขอเพียงแค่มีนักลงทุนบางกลุ่มที่เทรดแบบไร้เหตุผล

 

ฟองสบู่นี้บางทีเราก็สร้างมันเอง

ฟองสบู่นี้บางทีเราก็สร้างมันเอง

มุมมองสุดท้ายเกี่ยวกับ ภาวะฟองสบู่ที่คิดว่าน่าสนใจนั่นก็คือ การที่นักลงทุนทราบดีว่ามันมีฟองสบู่แต่ทว่าก็ยังเข้าไปเทรดอย่างมีเหตุมีผล โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึง fundamentals เพื่อ maximize กำไรส่วนบุคคลในระยะสั้น

 

และหนึ่งในบิดาแห่งเศรษฐศาสตร์ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ยังเคยกล่าวไว้ว่าการเล่นหุ้นนั้นมีส่วนคล้ายกับการแข่งทายทางหนังสือพิมพ์ว่า ใครจะชนะการประกวดความงามเขา ซึ่งมองว่าผู้ชนะไม่จำเป็นต้องแคร์ว่าจริงๆ แล้วว่าหุ้นไหนมี fundamentals ที่ดีที่สุด หรือว่านางงามคนไหนมีความงดงามที่สุดในสายตาเขา และที่สำคัญไม่จำเป็นด้วยที่จะต้องเดาได้ว่า โดยเฉลี่ยแล้วคนส่วนมากคิดว่าหุ้นตัวไหนมี fundamentals ที่ดีที่สุด

โดยเฉลี่ยแล้ว คนมักคิดว่านางงามคนไหนงดงามที่สุด เพียงแต่ว่าเราจะต้องคิดว่าโดยเฉลี่ยแล้วคนส่วนมากคิดว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ผู้เล่นคนอื่นๆ คิดอย่างไรเกี่ยวกับ fundamentals ของหุ้น และความงามของเหล่านางงาม

บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์

ซึ่งนั่นจึงกลายเป็นว่านักลงทุนหลายคนที่เชื่อในการศึกษา fundamentals อาจจะถูกโน้มน้าวหรือถูกบีบให้เปลี่ยนกลยุทธ์ในการลงทุน จนกลายมาเป็นการเกาะกระแสว่าอะไรกำลังเป็นที่นิยม อะไรกำลังขาขึ้น เนื่องจากว่าการเชื่อมั่นถือยาวเริ่มมีต้นทุนสูงขึ้น

 

ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องน่าคิดเมื่อเราไปอ่านเจอผลการทดลองที่ชี้ชัดว่า ภาวะฟองสบู่ ยังสามารถเกิดขึ้นได้ แม้ว่านักลงทุน ทราบ fundamentals กัน 100% ซึ่งนั่นก็คือแม้ว่าทุกคนในตลาดอาจจะมี perfect information เกี่ยวกับหุ้น และมองอนาคตได้ครบทุกช๊อต ซึ่งนั่นก็ยังมีการซื้อขาย ณ ราคาที่สูงเลยราคาที่ตรงกับ fundamentals!

Smith-Suchanek-Williams Experiments

นอกจากนี้ การทดลองประเภทนี้เรียกกันว่า Smith-Suchanek-Williams Experiments เป็นการให้เงินกับผู้เข้าร่วมการทดลองเพื่อนำเอาไปเทรดสินทรัพย์ จำลองในระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะมีจุดเด่นก็ คือ ผู้เล่นทุกคนทราบถึงทุกบาท ที่สินทรัพย์เหล่านี้จะนำมาให้กับผู้ถือทุกห้วงเวลา

และผลที่ได้ก็คือแม้ว่าทุกคนจะทราบ fundamentals ฟองสบู่ก็ยังเกิดขึ้นอยู่พักหนึ่ง จนกว่าราคาต่างๆ จะถล่มลงมาเมื่อฟองสบู่แตก จากการทดลองประเภทนี้ถูกทดลองเพิ่มขึ้น และปรับเปลี่ยนพัฒนาให้มันรัดกุมขึ้นในหลายแห่งแต่สุดท้าย ข้อสรุป โดยรวมก็คือ ฟองสบู่มันก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ดี