วิกฤตต้มยำกุ้ง ถือว่าเป็นช่วงวิกฤตการเงิน ที่ส่งผลกระทบถึงหลายประเทศ ในทวีปเอเชียเริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2540 ก่อนจะก่อให้เกิดความกลัวว่าจะเกิดการล่มสลายทางเศรษฐกิจทั่วโลก เนื่องจากว่าการแพร่ระบาดทางการเงิน ผลกระทบจากวิกฤตการณ์ดังกล่าวกินเวลาไปจนถึงสิ้นปี พ.ศ. 2541 ในปีเดียวกันนั้น

วิกฤตต้มยํากุ้ง

และเมื่อเกิดวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” เกิดขึ้นส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยภาพเหตุการณ์ของการปิดบริษัท ปิดสถาบันการเงิน และมีคนตกงาน ถูกลดเงินเดือน  หลายคนต้องออกจากโรงเรียน และต้องเอาของมือสองใส่ท้ายรถเร่ขายตามตลาดนัด เพื่อเป็นการหารายได้มาจุนเจือครอบครัว และวิกฤตต้มยำกุ้ง ยังเป็นฝันร้ายที่คนรุ่นพี่ๆ หลายคนไม่เคยลืมเลือน

 

ถ้าหากเราลองย้อนอดีตกลับไป หลังจากเอสซีจี ดำเนินธุรกิจมาประมาณ 69 ปี ตั้งแต่ปี 2525 เป็นต้นมา ประเทศไทยของเราเริ่มมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด และมองหาโอกาสในการลงทุนนอกประเทศอย่างจริงจัง พร้อมๆ กับขยายตัวอย่างรวดเร็วในทุกๆ ด้าน รวมถึงทั้งธุรกิจดั้งเดิม และธุรกิจใหม่

 

ซึ่งมีทั้งการซื้อกิจการ และร่วมทุน ตั้งแต่ธุรกิจขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ และนั่นก็นำไปสู่การร่วมมือกับบริษัทระดับโลกหลายบริษัท จากธุรกิจหลักคือ ซิเมนต์ ที่ได้ขยายไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ ถึง 10 กลุ่มธุรกิจ

ผลกระทบที่ได้รับหลังจากเกิดวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง

วิกฤตต้มยํากุ้ง แนวทางแก้ไข

ประเทศไทยของเราได้มีการพยายามพยุงค่าเงินบาท โดยการใช้เงินสำรองเงินตราต่างประเทศจนหมด ประกอบกับการลงทุนเพื่อฟื้นฟู และพัฒนาระบบการเงินของไทยให้ดีขึ้นโดยใช้เงินของกองทุนในการให้ความช่วยเหลือแก่สถาบันการเงินหลายแห่งด้วยจำนวนเงินสูงถึง 6 แสนล้านบาท ซึ่งนั่นก็ทำให้การใช้เงินในเหตุการณ์วิกฤตการณ์ครั้งนี้ ของทั้ง 2 หน่วยงาน หมดลงทันทีและต้องกู้จาก IMF จำนวน 17,200 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

จากนี้อุตส่าห์กรรมการเงินในประเทศไทยของเราทั้งรัฐบาลยัง ได้ยึดใบอนุญาตการประกอบกิจการของสถาบันการเงิน โดยสรุปรวมได้แล้วถึง 58 แห่ง ทำให้จำนวนดังกล่าวต้องมีการปิดกิจการลงอย่างเด็ดขาด แต่อย่างไรก็ตามแต่มีเพียง 2 บริษัทเท่านั้น คือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัดมหาชน และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์บางกอกอิเวสต์เมนท์  จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของธนาคารกรุงศรีอยุธยาที่สามารถกลับมาประกอบกิจการได้ตามปกติ

 

และหลังจากนั้นไม่นานก็ได้มีการประกาศบังคับใช้พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงินพุทธศักราช 2540 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม เพื่อจัดตั้งองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน การทำแบบนี้เพื่อเป็นการฟื้นฟูฐานะ และช่วยเหลือแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทางการเงินที่มีความสุจริต และชำระบัญชีกับบริษัทการเงินที่ถูกยึดใบอนุญาตไปก่อนหน้านี้

 

ซึ่งไม่สามารถดำเนินการเองได้ หลังจากนั้นไม่นานในปี พ.ศ 2541 รัฐบาลก็ได้ประกาศบังคับใช้มาตรการหนึ่งเพื่อปรับปรุงและแก้ไขปัญหาโครงสร้างสถาบันการเงินประเภทธนาคารครั้งใหญ่ ซึ่งก็คือมาตรการ 14 สิงหาคม 2541 ซึ่งมาตรการดังกล่าวทำให้เกิดการควบรวมควบรวมการซื้อขายกิจการธนาคารบางแห่ง ซึ่งมักจะพบปัญหาในเรื่องของสินทรัพย์หนี้สินและการลงทุนเพิ่ม

 

การแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง

วิกฤตต้มยํากุ้ง เข้าใจง่าย

หลังจากวิกฤตการณ์ในครั้งนี้รัฐบาล ได้มีนโยบายให้มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทย ถึง 2 ปี ซ้อนเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ 2541 จนถึงปี 2542 เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งย่อมจะก่อให้เกิดการสร้างรายได้ และการนำรายได้จากการท่องเที่ยวเข้ามาในงบประมาณ และสร้างสถานภาพความคล่องของประเทศได้ด้วย

 

สำหรับการแก้ไขปัญหานั้นทาง IMF ให้แนวทางโดยดำเนินนโยบายทางการเงินที่มีความเข้มงวด และปรับโครงสร้างสถาบันการเงินของไทยแต่นั่นก็ส่งผล ทำให้ปัญหาหนักขึ้นโดยราคาสินค้า และค่าบริการต่างๆ เริ่มพุ่งสูงขึ้น ขณะนั้นรัฐบาลนายชวนหลีกภัยที่รับตำแหน่งต่อจาก พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้สั่งให้ประชาชนหันมาใช้ระบบเศรษฐกิจพอเพียง

 

อีกทั้งยังได้มีการรณรงค์ส่งเสริมให้คนไทยทุกคนหันมาประหยัด และใช้จ่ายกันอย่างรู้คุณค่าของเงินต่อมาในรัฐบาลของนายทักษิณชินวัตรจึงได้เริ่มโครงการถึงแหล่งเงิน และธุรกิจโดยมีการสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมกองทุนหมู่บ้านหรือชุมชนเมือง และโครงการ OTOP ด้วยเหตุนี้ประชาชนจึงมีรายได้เพิ่มขึ้นถือว่าเป็นแนวทางที่ ทำให้ประเทศไทยของเราฟันฝ่าวิกฤติการต้มยำกุ้งมาได้

 

เรียกได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ถูกจารึก ลงในหน้าประวัติศาสตร์เพราะมีชนรุ่นหลังหลายคนไม่เคยทราบมาก่อนว่าประเทศไทยของเรา ต้องเจอวิกฤตการณ์ที่หนักหน่วงแบบนี้ และนั่นก็ทำให้ประเทศไทยของเรามีหนี้นับพันนับแสนล้าน

 

การแก้ไขปัญหาหลังเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง

วิกฤตต้มยำกุ้ง

การแก้ปัญหาวิกฤตต้มยำกุ้ง ถูกแยกเป็น 2 แบบ คือ

1.สภาวะเงินเฟ้อ คือ สภาวะที่มีเม็ดเงินอยู่ในระบบเศรษฐกิจมากจนเกินไป ซึ่งนั่นทำให้สินค้ามีราคาแพง การแก้ไขต้องลดจำนวนเม็ดเงินที่อยู่ในระบด้วยการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก

2.สภาวะเงินฝืด คือ สภาวะที่มีเม็ดเงินอยู่ในระบบเศรษฐกิจน้อย และผู้คนไม่ยอมจ่ายเงิน มีส่วนทำให้สินค้าขายได้ยาก บริษัทที่ผลิตสินค้า เกิดสภาวะขาดสภาพคล่อง รัฐบาลจะต้องแก้ไขด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อให้ประชาชนกล้าที่จะลงทุน  รัฐบาลต้องกำหนดนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายเงิน อาจจะดึงนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ เป็นต้น