วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง หรือ “วิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชียพ. ศ. 2540” สำหรับวิกฤตการณ์ทางการเงินในครั้งนี้ส่งผลกระทบไปถึงประเทศในทวีปเอเชียเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงประเทศไทยของเราด้วย โดยเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ 2540 ซึ่งมีกิจการทำการเงินในครั้งนี้ก่อให้เกิดความกลัวว่าจะเกิดการล่มสลายทางเศรษฐกิจทั่วโลกเนื่องจากการแพร่ระบาดทางการเงิน

วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

วิกฤตต้มยํากุ้ง แนวทางแก้ไข

สำหรับวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งเริ่มต้นขึ้นในประเทศไทย เมื่อค่าเงินบาทลดลงอย่างมากจนก่อให้เกิดการตัดสินใจของรัฐบาลไทยซึ่งขณะนั้นมี พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ลอยตัวค่าเงินบาท กับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ และหลังจากที่พยายามมาทั้งหมดที่จะสนับสนุนค่าเงินบาท

และเมื่อเผชิญกับการแผ่ขยายแบบเกินเลยทางเงินอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการขับเคลื่อนอสังหาริมทรัพย์ในเวลานั้น และนั่นก็ยิ่งทำให้ประเทศไทยของเราตกอยู่ในสภาวะล้มละลาย

เมื่อวิกฤตการณ์ดังกล่าว ขยายออกนอกประเทศจึงทำให้ค่าเงินของประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศญี่ปุ่นก็ได้ทรุดตัวลงด้วยเช่นกันนอกจากนี้ตลาดหลักทรัพย์ยังปรับตัวลดลงรวมไปถึงราคาสินทรัพย์อื่นอื่นและทำให้หนี้เอกชนเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัว

 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง

 

สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในครั้งนี้สาเหตุหลักที่สำคัญมาจากคณะกรรมการศึกษา และเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ โดยเราสามารถสรุปได้ ดังนี้

1.การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

วิกฤตต้มยํากุ้ง เข้าใจง่าย

ในช่วงเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังเจริญเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง ดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศไทยกับมีการขาดดุลตั้งแต่ปีพ.ศ. 2430 และการขาดดุลนี้ยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งใน ปี พ.ศ 2539 ประเทศไทยของเราต้องประสบกับปัญหาการขาดดุลทางบัญชีเดินสะพัดมากถึง 14,350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนี่ก็เป็นผลมาจากการส่งออกที่หดตัวลงคิดเป็นร้อยละ 1.9 เปอร์เซ็นต์ จากที่เคยขยายตัวสูงสุดในปีก่อนหน้านี้ถึง 24.8 2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นสถานะรายได้ของประเทศไทยที่พึ่งพาการส่งของในระดับสูง และยังเป็นผลเสียสืบเนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจที่ดำเนินการผลิตเพื่อส่งออกเป็นหลักสำคัญ

 

2.ปัญหาหนี้สินต่างประเทศ

ผลกระทบ จากวิกฤตต้มยำกุ้ง

หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าประเทศไทยของเราเปิดเสรีทางการเงินขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ 2532 ถึง พ.ศ 2537 ซึ่งนั่นก็มีส่วนทำให้ประเทศไทยของเราสามารถพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศได้สะดวกขึ้นโดยไม่มีความเสี่ยงทางด้านอัตราการแลกเปลี่ยนเลย

เนื่องจากว่าค่าเงินที่กำหนดไว้ที่ 25 บาท ต่อ ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มีผู้กู้ยืมเงินสามารถยืม และคืนเงินกู้ในสกุลเงินตราต่างประเทศได้ซึ่งอัตราดังกล่าวเป็นผลมาจากที่ประเทศไทยของเราประกาศรับพันธะสัญญา ข้อที่ 8 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศใน  ปี พ.ศ. 2533 เพื่อเป็นการเปิดระบบเงินของประเทศไทยสู่สากล

และต่อมาในเดือน เมษายน พ.ศ 2534 ประเทศไทยของเราก็ประกาศผ่อนคลายการปริวรรตเงินตราต่างประเทศ ในเดือนกันยายน 2535 รัฐบาลไทยอนุมัติให้ธนาคารพาณิชย์ สามารถจัดตั้งกิจการวิเทศธนกิจไทยโดยมี ธนาคารพาณิชย์ 46 แห่งได้ มอบใบอนุญาตการ ในเดือน มีนาคม 2536 จึงทำให้เกิดการขยายตัวของระบบการเงินของประเทศไทย

ซึ่งนั่นก็ส่งผลทำให้เกิดหนี้ด้อยสภาพขึ้นมาก ในสถาบันการเงิน และการกู้เงินจากสถาบันการเงินจากต่างประเทศเพื่อปล่อยกู้ให้กับธุรกิจในเมืองไทยในปลายปี พ.ศ. 2540 ซึ่งนั่นก็ทำให้หนี้ต่างประเทศของไทยเพิ่มขึ้นสูงถึง 109,276ล้านดอลลาร์สหรัฐโดยเฉพาะหนี้ต่างประเทศระยะสั้นที่มีสัดส่วนถึง 65 เปอร์เซ็นต์ของหนี้ต่างประเทศโดยรวม

 

3.ลงทุนเกินตัวและฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

วิกฤตต้มยํากุ้ง แนวทางแก้ไข นโยบายการเงิน

ขณะนั้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เติบโต เป็นอย่างมากในช่วงปี พ.ศ 2530 ถึง ปี พ.ศ 2539 ซึ่งไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัยอาคารสำนักงานรวมถึงสวนเกษตรกรเนื่องจากผู้ประกอบการมีการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ และได้ระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศที่กำลังร้อนแรงอยู่ในขณะนั้น เพื่อลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศ

นอกจากนี้ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยังมีส่วนทำให้เกิดความต้องการเก็งกำไรเพื่อดึงดูดให้มีคนเข้ามาลงทุนในธุรกิจเป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ในที่สุด

4.ประสิทธิภาพในการดำเนินงานของสถาบันการเงิน

วิกฤตต้มยํากุ้ง ภาษาอังกฤษ

ในช่วงปลายปี พ.ศ 2539 เกิดปัญหาความไม่เชื่อมั่นอย่างรุนแรง ต่อสถาบันการเงินของประเทศไทย ถึงแม้ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ และบริษัทเงินทุนธนกิจก็ตามแต่รัฐบาลไทยยังสั่ง ปิดสถาบันการเงินที่เป็นธนาคารเงินทุนหลักทรัพย์มากกว่า 18 แห่งแ ละยังปิดธนาคารพาณิชย์อีกกว่า 3 แห่ง รวมไปถึงกระทรวงการคลังยังมีคำสั่งให้สถาบันการเงินเพิ่มทุนอีก 10 แห่ง

ต่อมารัฐบาลได้ใช้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาสถาบันการเงินของไทย โดยเป็นหน่วยหน่วยงานของธนาคารแห่งประเทศไทย เข้ามาสนับสนุนให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่ธนาคารพาณิชย์ และบริษัทเงินทุนการทำแบบนี้สิ้นเงินไปกว่า 6 แสนล้านบาท แต่ท้ายที่สุดรัฐบาล ก็ต้องสั่งปิด 16 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายนคม 2540 และปิดเพิ่มอีก 42 บริษัทเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมรวมแล้วมากกว่า 58 สถาบันการเงินที่ถูกรัฐบาลสั่งปิดในช่วงนั้น

ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง กระบวนพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงินของไทย เป็นไปอย่างละรวม โดยไม่พิจารณาเป็นไปตามโครงการ หรือความสามารถในการชำระเงินคืนอย่างถ่องแท้ รวมไปถึงการปล่อยสินเชื่อให้กับพวกพ้องหรือว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องนักการเมืองเป็นไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งนั่นก็ทำให้ลูกหนี้ส่วนใหญ่ไม่สามารถนำเงินมาชำระได้ตามเวลาที่กำหนด โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีการลงทุนเกินกว่าความต้องการซื้อของลูกค้า และนั่นก็ทำให้ธนาคารมีปัญหาสภาพคล่องหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้รวมไปถึง “เอ็นพีแอล” พุ่งสูงขึ้น

 

5.ไม่มีประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบาย

วิกฤตเศรษฐกิจ 2540

สำหรับนโยบายการเปิดให้มีการจัดตั้งกิจการวิเทศธนกิจเมื่อปี พ.ศ 2536 ที่ได้มีการอนุญาตเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรี โดยไม่มีการเตรียมความพร้อม หรือว่าการกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพมากพอ และในขณะนั้นยังคงใช้ระบบอัตราการแลกเปลี่ยนแบบคงที่อยู่

ซึ่งนั่นก็ทำให้ระบบการเงิน และเศรษฐกิจของประเทศไทยไม่มีความเสถียรปริมาณเงินในระบบได้พุ่งสูงขึ้นจากเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศเมื่อแบงค์ชาติพยายามดูดซับสภาพคล่อง โดยการขายพันธบัตรซึ่งนั่นก็ยิ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงอยู่แล้วไม่ลดลงยิ่งทำให้เกิดเงินทุนไหลเข้ามามากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้มาตรฐานการกำกับดูแลสถาบันการเงินของประเทศไทย ยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ และนั่นก็ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบความหล่อหลวมของการปล่อยกู้เงินได้อย่างถูกต้อง

 

6.การโจมตีค่าเงินบาทไทย

การโจมตีค่าเงินบาทไทย

สำหรับปัญหาเศรษฐกิจที่สั่งสมมานาน ทำให้นักลงทุนชาวต่างชาติ ฉวยโอกาสโจมตีค่าเงินบาทของไทย ซึ่งนั่นถือว่าเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ และนักลงทุนสถาบันที่ระดมทุนมาเก็งกำไรค่าเงินหรือโจมตีค่าเงินบาทโดยตั้งเป็นกองทุนที่มีชื่อว่า “Hedge  Funds”

นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ทั้งไทย และต่างประเทศก็ยังถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่แสวงหาผลกำไรจากอัตราการแลกเปลี่ยนซึ่งนั่นจึงทำให้การเกิดการเก็งกำไรค่าเงินบาทจากนักเก็งกำไรที่อาศัยข้ออ้าง จากปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ หลังจากที่ประเทศไทยของเราขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นจำนวนมาก และมีหนี้สินระยะสั้นสูงขึ้นเทียบกับเงินสำรองของทางการเพื่อปล่อยข่าวลือว่ามีการลดค่าเงินบาท