สงครามสมัยธนบุรี เป็นการทำสงครามกับต่างชาติ หลายต่อหลายครั้ง รวมถึงการทำสงครมนี้ยังเป็นการกอบกู้เอกราชของเจ้าตาก เป็นการรวบรวมกองกำลังของเจ้าตาก เพื่อเป็นการขับไล่กองทัพพม่าที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในกรุงศรีอยุธยา

เรื่องราวความเป็นมา สงครามสมัยธนบุรี

สงครามสมัยธนบุรี

ภายหลังสยามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง ซึ่งเหตุการณ์นี้ส่งผลทำให้เกิดสภาพจลาจลทั่วไป ราชอาณาจักรอยุธยาเดิมทีจึงถูกแบ่งออกเป็นชุมนุมต่าง ๆ อย่างเป็นอิสระต่อกัน

ต่อมาในช่วงราวๆ ปี พ.ศ. 2309 ก่อนสยามเสียกรุง พระยาตากก็ได้นำทหารในบังคับบัญชาบุกตีฝ่าวงล้อมของกองทัพพม่าไปทางด้านทิศตะวันออกของ กรุงศรีอยุธยา เพื่อเป็นการรวบรวมผู้คน และยุทธปัจจัยต่าง ๆ เพื่อเดินทางมาสู้รบกับกองทัพพม่าอีกครั้ง

และในระหว่างนั้นยังได้ตั้งตนเป็นเจ้า และเมื่อถึงเมืองระยอง เมื่อ เจ้าตาก เตรียมกำลังรบจนพร้อมสรรพแล้ว จึงคลื่อนพลกลับไปยังกรุงศรีอยุธยาทางด้านปากแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อที่จะทำการขับไล่ทหารพม่าที่ยังคงเหลืออยู่ออกไปได้สำเร็จ

การทำสงครามของพระยาตาก เพื่อเป็นการรวบรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่น ต่อมาในปี พ.ศ. 2311 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงให้เตรียมเรือ และเตรียมกำลังจะขึ้นไปตีเมืองพิษณุโลก เมื่อครั้นถึงฤดูน้ำนอง สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็เสด็จยกกำลังขึ้นไปทางเหนือ

โดยทางด้านเจ้าพิษณุโลกให้หลวงโกษา คุมกำลังทหารมาตั้งรับบริเวณปากน้ำโพ เมื่อฝ่ายธนบุรีมาถึง ทหารก็ได้มีการรบพุ่งกัน สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีถูกปืน กองทัพธนบุรีจึงถอยกลับคืนพระนคร

เมื่อเจ้าพิษณุโลกทราบข่าว ก็ได้ตั้งตัวขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แต่อีก 7 วัน ต่อมา ก็ถึงแก่พิราลัย หลังจากนั้นชุมนุมพิษณุโลกก็อ่อนแอลง ไม่นานก็ถูกผนวกรวมกับชุมนุมเจ้าพระฝาง

แม่ทัพคนสำคัญที่ช่วยพระเจ้าตากทำสงครามคือใคร

ต่อมา ทางด้านของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ก็ทรงโปรดให้จัดเตรียมกำลังเพื่อทำลายคู่แข่งทางการเมือง คือ กรมหมื่นเทพพิพิธ เจ้าแผ่นดิน “หุ่นเชิด” ของชุมนุมเจ้าพิมาย แต่ทว่าทางด้านกรมหมื่นเทพพิพิธสู้ไม่ได้ พระองค์จึงถูกนำตัวกลับมายังกรุงธนบุรี และพระองค์ก็ทรงถูกประหารระหว่างเดือนตุลาคม-เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2311

นอกจากนี้ในช่วง ราวๆ เดือน 4 พ.ศ. 2312 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงให้เจ้าพระยาจักรี (แขก) เป็นแม่ทัพใหญ่ ที่คุมกำลัง 5,000 คน ยกทัพไปตีเมืองนครศรีธรรมราชทางบก

เมื่อพระองค์ทรงยกไปถึงท่าหมาก แขวงอำเภอลำพูน แม่ทัพธนบุรีกลับไม่สามัคคี ตีค่ายชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราชไม่พร้อมกัน จึงทำให้การรบในครั้งนี้ต้องพ่ายแพ้ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบ และทรงประเมินสถานการณ์แล้ว พระองค์จึงเสด็จยกกองทัพเรือกำลัง 10,000 คน ลงไปช่วย

หลังจากที่กองกำลังทหารขึ้นบกแล้วเคลื่อนทัพต่อไปจนถึงเมืองไชยา ก่อนที่จะเข้าตีนครศรีธรรมราช ซึ่งฝ่ายกองทัพเรือธนบุรีก็ไปถึงเช่นกัน กองทัพธนบุรีจึงตีได้เมืองนครศรีธรรมราช

ต่อมาในปี พ.ศ. 2313 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็ทรงยกกองทัพขึ้นไปปราบชุมนุมเจ้าพระฝาง เพื่อบุกตีได้เมืองพิษณุโลก แล้วตามไปตีเมืองสวางคบุรี แต่ทว่าเจ้าพระฝางสู้ไม่ได้ จึงนับได้ว่าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีปราบปรามชุมนุมต่าง ๆ ลงอย่างราบคาบแล้ว

 

ภาพจิตรกรรมการรบที่บางแก้ว

สังคม สมัย ธนบุรี

สำหรับการทำสงครามเพื่อปกป้องแผ่นดิน ครั้นเมื่อพระเจ้ามังระทราบข่าวว่ามีคนไทยที่ตั้งตนเป็นใหญ่อีกครั้ง พระองค์จึงได้มีพระบรมราชโองการให้ แมงกี้มารหญ้า เจ้าเมืองทวาย ก็ทรงยกทัพมาปราบปราม กองทัพพม่ายกมาถึงอำเภอบางกุ้ง

ซึ่งเมืองนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของกรุงธนบุรี โดยมีกำลังตามพระราชพงศาวดาร 2,000 คน ด้วยเหตุนี้เองที่ทางสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จนำกองทัพออกตีพม่าจนแตกพ่าย และทำให้พระราชอำนาจทางการเมืองในภาคกลางยิ่งเข้มแข็งยิ่งขึ้น

หลังจากนั้นไม่นานในช่วง ราวๆ ปี พ.ศ. 2311 พระองค์ก็ทรงยกทัพไปตีชุมนุมพิษณุโลกอีก แต่ทว่าการเดินทางไปรบในวันนี้กระสุนปืนต้องถูกพระองค์ จึงต้องยกทัพกลับ และรักษาพระองค์ยังพระนคร หลังหายจากพระอาการประชวรแล้ว

ต่อมาในระหว่างปี พ.ศ. 2312-2313 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระองค์ก็ทรงใช้เวลาในการปราบปรามชุมนุมอื่น ๆ เพื่อเป็นการรวบรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่น เริ่มจากชุมนุมเจ้าพิมาย ชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราช และชุมนุมเจ้าพระฝางตามลำดับ และเมื่อพระองค์ทรงปราบปรามชุมนุมต่าง ๆ ลงอย่างราบคาบแล้ว รัฐบาลจีนก็เริ่มให้การยอมรับสถานะพระมหากษัตริย์ของพระองค์อย่างเป็นทางการ

นอกจากการต่อสู้เพื่อเป็นการรวบรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่น  แต่ทว่ายังต้องป้องกันหัวเมืองชายแดนอีกด้วย ตลอดรัชสมัยทรงทำสงครามกับพม่าถึง 9 ครั้ง แต่ทว่าก็ทรงได้รับชัยชนะทุกครั้ง

ไทยทำสงครามกับพม่า 9 ครั้ง

การปกครองสมัยธนบุรี

–   สงครามครั้งที่ 1 ไทยรบกับพม่าที่บางกุ้ง พ.ศ. 2310 เจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต เจ้าเมืองเวียงจันทน์ ยังมีใจฝักใฝ่พม่า ได้กราบทูลข่าการตั้งตัวเป็นใหญ่ของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีให้พระเจ้ามังระ ทราบ พระองค์จึงทรงสั่งให้ แมงกี้มารหญ้า เจ้าเมืองทวาย คุมกองกำลังมาตรวจตราแผ่นดินไทย มีหน้าที่ปราบปรามผู้ที่กำเริบตั้งตนเป็นใหญ่ให้ราบคาบ

นอกจากนี้ แมงกี้มารหญ้ายกทัพเข้ามาทางเมืองไทรโยค ในฤดูแล้งปลายปี พ.ศ. 2310 เมื่อทัพมาถึงบางกุ้ง โดยมีค่ายทหารจีนของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีตั้งอยู่ ก็สั่งให้ทหารเข้าล้อมค่ายนั้นไว้ ทางด้านของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงให้พระมหามนตรี (บุญมา) เป็นทัพหน้า มีตัวพระองค์เป็นทัพหลวง โจมตีข้าศึก แมงกี้มารหญ้าเห็นสู้ไม่ได้ก็ยกทัพถอยไปทางเมืองทวายทางด้านเจ้าขว้าว

และนั่นก็ทำให้กองทัพสยามยสามารถยึดเรือรบ เครื่องศัตราวุธ และเสบียงอาหารเป็นจำนวนมาก และนอกจากนี้ เมืองราชบุรียังอยู่ใต้การปกครองของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี อีกทั้งยังยึดได้กองทัพเรือพม่าซึ่งตั้งอยู่ที่นั่นด้วย

–   สงครามครั้งที่ 2 ฝ่ายพม่าตีเมืองสวรรคโลก พ.ศ. 2313 รบกับพม่าครั้งพม่าตีเมืองสวรรคโลก สยามสามารถตีแตกไปได้

–   สงครามครั้งที่ 3 สยามตีเมืองเชียงใหม่ครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2313 – พ.ศ. 2314 เป็นการรบกับพม่าเมื่อฝ่ายไทยยกไปตีนครเชียงใหม่ครั้งแรก แต่ทว่าไม่สำเร็จ เนื่องจากขาดเสบียง

–   สงครามครั้งที่ 4 ฝ่ายพม่าตีเมืองพิชัยครั้งที่ 1 ในปี พ.ศ. 2315 โปสุพลา แม่ทัพยกทัพไปช่วยเมืองเวียงจันทน์รบกับหลวงพระบาง ขากลับแวะตีเมืองพิชัย แต่ไม่สำเร็จ ไทยชนะ

–   สงครามครั้งที่ 5 ฝ่ายพม่าตีเมืองพิชัยครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2316 พม่ายกมาตีเมืองพิชัย ครั้งที่ 2 แต่พม่าตีไม่สำเร็จ ด้วยเหตุนี้เองที่ฝ่ายพระยาพิชัย ได้วีรกรรม พระยาพิชัยดาบหัก

–   สงครามครั้งที่ 6 ไทยตีเมืองเชียงใหม่ ครั้งที่ 2  ในปี พ.ศ. 2317 กองทัพไทยชนะ ยึดนครเชียงใหม่กลับจากพม่าได้ เนื่องจากว่าชาวล้านนาออกมาสวามิภักดิ์กับไทย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงทว่าแต่งตั้งให้ พระยาจ่าบ้าน เป็น พระยาวิเชียรปราการ ปกครองนครเชียงใหม่

นอกจากนี้ พระยากาวิละ เป็นต้นราชวงศ์กาวิละ ปกครองนครลำปาง และ พระยาลำพูน เป็น

–   สงครามครั้งที่ 7 รบพม่าที่บางแก้วเมืองราชบุรี ในปี พ.ศ. 2317 เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงรู้ข่าวว่าพม่า ยกทัพตามพวกมอญที่หนีเข้ามาในเขตไทย จึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกทัพมุ่งตรงไปยังราชบุรี ทั้งนี้พระองค์ยังทรงบัญชาการทัพด้วยพระองค์เอง ทรงตั้งค่ายล้อมค่ายพม่า และลอบตีตัดทางลำเลียงเสบียงอาหาร

โดยพระองค์ได้กำลังสนับสนุนจากพระยายมราช ในที่สุดพม่าจึงต้องยอมแพ้ ชัยชนะในครั้งนี้ และนั่นก็ส่งผลให้ผู้คนที่หลบซ่อนตามที่ต่าง ๆ เข้ามาสวามิภักดิ์เป็นจำนวนมาก

–   สงครามครั้งที่ 8 อะแซหวุ่นกี้บุกตีหัวเมืองเหนือ ในปี พ.ศ. 2318 เป็นสงครามที่ใหญ่มาก อะแซหวุ่นกี้ เป็นผู้นำที่เชี่ยวชาญศึก อีกทั้งยังมีอัธยาศัยสุภาพ ส่วนทางด้านฝ่ายไทยนั้น มีเจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง) และเจ้าพระยาสุรสีห์พิษณุวาธิราช (บุญมา)

ในการครั้งนี้พม่ายกพลมา 30,000 คน บุกเข้ามาล้อมเมืองพิษณุโลก อีก 5,000 คน ล้อมเมืองสุโขทัย ส่วนเมืองพิษณุโลกขณะนั้นก็มีพลประมาณ 10,000 คน เท่านั้น สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงยกทัพไปช่วย และในที่สุดอะแซหวุ่นกี้ต้องยกทัพกลับ เนื่องจากว่าขณะนั้นพระเจ้าแผ่นดินพม่าสวรรคต

–   สงครามครั้งที่ 9 กองทัพพม่าตีเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. 2319 พระเจ้าจิงกูจาโปรดให้เกณฑ์ทัพพม่ามอญ 6,000 คน ที่ได้ยกมาตีเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2319 พระยาวิเชียรปราการได้พิจารณาแลเห็นว่า นครเชียงใหม่ไม่มีพลมากมายขนาดที่สามารถป้องกันเมืองได้

จึงทำให้ประชาชนพลเรือนอพยพลงมาอยู่ที่เมืองสวรรคโลก ด้วยเหตุนี้เองที่ทางสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุรสีห์คุมกองทัพเมืองเหนือขึ้นไปสมทบกองกำลังพระยากาวิ และเจ้าเมืองนครลำปาง ยกทัพขึ้บไปตีเมืองเชียงใหม่คืนสำเร็จ และทรงให้นครเชียงใหม่เป็นเมืองร้างถึง 15 ปี จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์จึงได้ฟื้นฟูใหม่