สงครามในสมัยอยุธยา จักว่าเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่เกิดการทำศึกสงคราม บนแผ่นดินสยามมากที่สุด และที่สำคัญการทำสงครามในแต่ละครั้งยังสร้างหน้าประวัติศาสตร์หน้าใหม่ และเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครอง

 

รวมรายชื่อ สงครามในสมัยอยุธยา

 

สงครามในสมัยอยุธยา

 

3.ขอมสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1

 

ขอมสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1

 

การทำสงครามในครั้งนี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อกษัตริย์ขอมเสด็จสวรรคต และพระราชโอรสนาม “พระบรมลำพงศ์” ทรงขึ้นครองราชย์ และพระองค์ก็ทำให้ขอมไม่เป็นไมตรีดังแต่ก่อน ซึ่งสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 จึงมีบัญชาให้สมเด็จพระราเมศวรยกทัพไปตีกัมพูชา และรับสั่งให้สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 หรือ “ขุนหลวงพะงั่ว” ทรงยกทัพไปช่วย จึงมีส่วนในการตีเมืองนครธมแตกได้ พระบรมลำพงศ์สวรรคตในศึกครั้งนี้ ซึ่งสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 จึงแต่งตั้ง ปาสัต พระราชโอรสของพระบรมลำพงศ์เป็นกษัตริย์ขอม

2.สงครามเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. 1933

 

สงครามเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. 1933

 

การเริ่มต้นทำสงคราม สงครามเมืองเชียงใหม่ ในครั้งนี้ สมเด็จพระราเมศวรทรงยกกองทัพขึ้นไปยังเมืองเชียงใหม่ โดยในชั้นแรกพระเจ้าเชียงใหม่ได้ขอสงบศึกโดยขอเวลา 7 วัน จากนั้นแล้วจะนำเครื่องราชบรรณาการมาถวายเพื่อเจริญพระราชไมตรี

 

โดยในการนี้มุขมนตรีนายทัพนายกองได้ปรึกษาหารือว่า นี่อาจจะเป็นกลอุบายของ พระเจ้าเชียงใหม่เพื่อจะได้เตรียมการรับมือกองทัพของกรุงศรีอยุธยา แต่ทว่าพระองค์กลับตรัสว่า “เขาไม่รบแล้วเราจะรบนั้นดูมิบังควร” และถึงแม้ว่าพระเจ้าเชียงใหม่ จะไม่รักษาสัตย์ก็ใช่ว่า จะสามารถรอดพ้นจากทหารของกรุงศรีอยุธยาของสยามไปได้

 

แต่าทว่าเมื่อผ่านไป 7 วัน พระเจ้าเชียงใหม่ ก็ไม่ได้นำเครื่องราชบรรณาการมาถวาย พระองค์จึงสั่งให้ยกกำลังเข้าตีเมืองเชียงใหม่ เจ้าเมืองเชียงใหม่ต้านไม่ได้จึงหนีออกไป แต่ทว่ายังสามารถจับนักสร้างพระโอรสพระเจ้าเชียงใหม่ได้ พระองค์ทรงพระกรุณาให้นักสร้างขึ้นครองราชสมบัติอยู่ ณ เมืองเชียงใหม่แทน และพระองค์ยังได้กวาดต้อนผู้คนลงมาทางใต้โดยให้ไปอยู่ที่เมืองจันทบูร เมืองนครศรีธรรมราช เมืองพัทลุง และที่เมืองสงขลา ซึ่งนั่นก็ทำให้ชาวเหนือ และชาวใต้มีวัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมที่ใกล้เคียงกัน

 

3.สงครามเมืองกัมพูชาธิบดี

 

สงครามเมืองกัมพูชาธิบดี

 

การทำ สงครามเมืองกัมพูชาธิบดี เริ่มต้นขึ้น หลังจากที่สมเด็จพระราเมศวร ทรงเสด็จกลับจากการทำศึก ณ เมืองเชียงใหม่แล้ว พระองค์ทรงทำศึกกับเมืองกัมพูชาธิบดีอีกครั้ง เนื่องจากว่าขณะนั้นพระยากัมพูชาได้ยกทัพมายังเมืองชลบุรี และกวาดต้อนผู้คนชาวเมืองจันทบูร และเมืองชลบุรีไป ยังเมืองกัมพูชาธิบดีราวๆ 6,000 – 7,000 คน

 

ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงยกกองทัพไปยังเมืองกัมพูชาธิบดีอีกครั้ง โดยพระองค์ ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาไชยณรงค์เป็นแม่ทัพหน้า และเมื่อตีเมืองพระนครได้แล้ว พระยากัมพูชา ลงเรือหลบหนีไป แต่ทว่าสามารถจับพระยาอุปราชพระราชโอรสของพระยากัมพูชาได้

 

และนอกจากนี้พระองค์ยังโปรดเกล้าฯ ให้พระยาไชยณรงค์อยู่รั้งเมืองกัมพูชาธิบดี พร้อมด้วยกำลังพล 5,000 คน ต่อมา ญวนยกกำลังมารบ พระองค์จึงสั่งให้พระยาไชยณรงค์กวาดต้อนผู้คนมายังกรุงศรีอยุธยา

 

4.สงครามเมืองชากังราว

 

สงครามเมืองชากังราว

 

การทำ สงครามเมืองชากังราว เริ่มต้นขึ้นเมื่อสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ทรงยกกองทัพขึ้นไป ยังเมืองชากังราวถึง 4 ครั้ง เนื่องจากว่าเมืองชากังราว เป็นเมืองหน้าด่านของกรุงสุโขทัย  ครั้งแรกนั้น พระองค์ทรงยกกองทัพไปเมืองปี พ.ศ. 1916

 

โดยพระยาไสแก้ว และพระยาคำแหงเจ้า เมืองชากังราวออกรบต่อพระองค์ ซึ่งการศึกในครั้งนั้นเป็นเหตุให้พระยาไสแก้วเสียชีวิต แต่ทว่านั่นทำให้พระยาคำแหงนั้นสามารถกลับเข้าเมืองได้ แล้วทรงยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยา เหตุการณ์ในครั้งนี้พระองค์ยกทัพขึ้นไปเมืองชากังราวครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 1919 พระยาคำแหง และท้าวผ่าคอง ต่างพากันคิดกันว่าจะยอทัพหลวงทำมิได้ ครั้งนั้นท้าวผ่าคองเลิกทัพหนีแต่พระองค์ก็ตัดสินใจทรงยกทัพตาม และสามารถตีทัพท้าวผ่าคองแตก ได้ “ท้าวพระยาเสนาขุน” หมื่นเป็นจำนวนมากแล้วพระองค์ก็ทรงยกทัพหลวงกลับพระนคร

 

นอกจากนี้ พระองค์ยกทัพมาเมืองชากังราวเป็นครั้งที่ 3 เมื่อปี พ.ศ. 1921 และในครั้งนั้นพระมหาธรรมราชา พระมหากษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย ก็ทรงเสด็จออกรบเป็นสามารถ แต่พระองค์ทรงเห็นจะสู้ทัพจากกรุงศรีอยุธยาไม่ไหว

 

ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ พระมหาธรรมราชา ออกมาถวายบังคม พระองค์ทรงให้พระมหาธรรมราชา ขึ้นครองเมืองต่อไปในฐานะเป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยาแล้ว พระองค์ก็ทรงยกทัพหลวงกลับพระนคร พระองค์ยกทัพไปเมืองชากังราวอีกครั้ง ใน พ.ศ. 1931 แต่ไม่ปรากฏว่าทรงยกทัพไปด้วยสาเหตุอันใด

 

5.ขอมสมัยเจ้าสามพระยา  เมื่อ พ.ศ. 1974

 

ขอมสมัยเจ้าสามพระยา  เมื่อ พ.ศ. 1974

 

ขอมสมัยเจ้าสามพระยา เป็นการทำศึกสงครามครั้งใหญ่ที่ พระเจ้าธรรมาโศก กษัตริย์อาณาจักรเขมร ยกกำลังเข้ามากวาดต้อนผู้คนตามหัวเมืองชายแดนของกรุงศรีอยุธยาไป และเหตุการณ์ในครั้งนี้มีส่วนทำให้สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 เสด็จยกทัพไปตีเมืองพระนครหลวง  เมื่อ พ.ศ. 1975

 

นอกจากนี้ พระองค์ตั้งทัพล้อมเมืองพระนครหลวงอยู่ 7 เดือน และยังสามารถตีเอาเมืองพระนครหลวงได้ และการยกทัพในครั้งนั้นพระองค์ทรงให้พระอินทราชา โดยพระโอรสปกครองเมืองนครหลวงในฐานะเมืองประเทศราชขึ้นกับกรุงศรีอยุธยา จากนั้นแล้วพระองค์ก็โปรดให้นำ พระยาแก้ว พระยาไทย และรูปภาพ ทั้งปวงพร้อมทั้งกวาดต้อนผู้คนและสิ่งของสำคัญๆ มายังกรุงศรีอยุธยา

 

ซึ่งนั่นก็ ทำให้อิทธิพลของเขมรในด้านการปกครอง ประเพณี ตลอดจนงานศิลปะมาปรากฏชัดในอยุธยา นอกจากนี้ทางด้านของพระอินทราชานั้นครองราชย์เมืองพระนครไม่นานก็สิ้นพระชนม์ เนื่องจากจาพระองค์ทนภาวะอากาศไม่ได้ กรุงศรีอยุธยาก็ไม่ได้แต่งตั้งผู้ใดขึ้นไปดูแลแทน และนั่นก็ทำให้ชาวเขมรนั้นไม่อาจจะกลับมายังที่เมืองพระนครได้ ปล่อยให้เมืองร้างลง

 

6.การศึกกับล้านนา (สมัยเจ้าสามพระยา)

 

การศึกกับล้านนา (สมัยเจ้าสามพระยา)

 

การศึกกับล้านนา เปิดขึ้น ในปี พ.ศ. 1985 พระเจ้าติโลกราชแห่งเชียงใหม่ รบกับท้าวช้อยผู้เป็นพระอนุชา ซึ่งท้าวช้อยแพ้หนีไปอยู่เมืองเทิง เจ้าเมืองเทิงได้มาขอสวามิภักดิ์ กับกรุงศรีอยุธยาและขอให้ส่งกองทัพไปช่วยรบ

นอกจากนี้ทางด้านของ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ทรงยกกองทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ของอาณาจักรล้านนาแ ต่ทว่าก็ตีไม่สำเร็จประกอบกับขณะนั้นพระองค์ทรงพระประชวรจึงทรงยกกองทัพกลับกรุงศรีอยุธยา

ซึ่งพระองค์ทรงยกกองทัพไปตีเชียงใหม่อีกครั้งในปี พ.ศ. 1987 ทรงตั้งทัพหลวงที่ตำบลปะทายเขษม ครั้งนี้พระองค์ได้หัวเมืองชายแดนของเชียงใหม่กับเชลยอิก 120,000 คน จึงยกทัพหลวงกลับพระนคร