เขาพระวิหารเป็นของใคร  คำถามที่หลายคนยังไม่ค่อยแน่ใจนักว่าแท้จริงแล้วเขาพระวิหาร หรือปราสาทพระวิหารเป็นของใครวันนี้เรามีคำตอบปรับทุกท่านใดที่ยังไม่รู้สาเหตุทำไมเขาพระวิหารถึงตกเป็นของกัมพูชาเรามาศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ

ตอบข้อสงสัย เขาพระวิหารเป็นของใคร

ตอบข้อสงสัย เขาพระวิหารเป็นของใคร

ก่อนอื่นเราต้องมาเริ่มต้นจากการเอาความเดิมก่อนนะคะว่าปราสาทพระวิหารนั้นสร้างขึ้นเมื่อใดและใครเป็นคนค้นพบ

สำหรับปราสาทพระวิหารอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนเขตชายแดนไทยกัมพูชา และยังอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดศรีสะเกษอีกด้วยสำหรับเขาพระวิหารเป็นปราสาทหินในเทือกเขาพนมดงรักที่มีความสวยงาม และมีความเก่าแก่เป็นปราสาทหินที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคนพื้นเมือง

ในสมัยก่อนถูกสร้างขึ้นในสมัยของชัยวรมันที่ 2 ที่ได้กำหนดพื้นที่แห่งนี้ที่เรียกว่า”ภวาลัย” และในภายหลังมีปรากฏชื่อที่ถูกจารึกเป็นภาษาสันสกฤตว่า “ศรีศิขรีศวร” ซึ่งหมายความว่าผู้เป็นใหญ่แห่งภูเขาอันประเสริฐ เพราะปราสาทแห่งนี้ถูกตั้งอยู่บนชายแดนระหว่างไทยกัมพูชาจากหลักฐานต่างๆ คาดว่าปราสาทเขาพระวิหารถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ 1432 ถึง 1443

โดยในสมัยช่วงพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 สถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่สักการะตามความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์โดยสมบูรณ์ให้เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุเหตุผลที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นการรวบรวมอำนาจและความเชื่อของคนในละแวกนั้นนอกจากนี้พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ยังโปรดให้สร้างเขาพระวิหารขึ้นเพื่อเป็นจุดยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้านเพื่อให้พระองค์ทรงปกครองไพร่ฟ้าได้ง่ายขึ้น

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง

คนไทยต่างทราบกันดีแล้วว่าในปัจจุบันนี้ผู้ถือครองปราสาทเขาพระวิหารไม่ใช่คนไทยแต่เป็นชาวกัมพูชาซึ่งถูกศาลโลกตัดสินแล้วว่าเขาพระวิหารเป็นของชาวกัมพูชาโดยถูกต้องข่าวนี้เรียกได้ว่าเป็นข่าวครึกโครมที่ชาวไทยหลายคนต่างออกมาต่อต้านและคัดค้านเพราะชาวไทยเองต่างก็เชื่อว่าเขาพระวิหารเป็นของคนไทยมาโดยตลอดและในวันนี้เราจะมากล่าวถึงสาเหตุของความขัดแย้งจนนำไปสู่การฟ้องร้องและทำให้เขาพระวิหารตกเป็นของกัมพูชาอย่างถูกต้อง

สำหรับความขัดแย้งและจุดเริ่มต้นจนนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลโลกนั้นเริ่มต้นมาจากชาวฝรั่งเศสเข้ามาครอบครองอินโดจีนโดยการทําสนธิสัญญาในปีพ.ศ 2447 ในการปักปันเขตแดนกับราชอาณาจักรสยามตามมาตรา 1 ของสนธิสัญญาระบุให้ใช้สรรปันน้ำเป็นเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างไทยกัมพูชาโดยมีผลให้ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในดินแดนของไทยมาโดยตลอด

และเมื่อปีพ.ศ 2450 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ก็ทรงเสด็จประพาสเป็นครั้งที่สองโดยการลงนามนสัตยาบัน ในสัญญากับประธานาธิบดีฝรั่งเศส

ในการยกดินแดนเสียมเรียบที่ตั้งของนครวัดนครธมกับพระตะบองและศรีโสภณให้กับฝรั่งเศสเพื่อแลกเปลี่ยนกับพื้นที่ของจังหวัดตราดและอำเภอด่านช้างจังหวัดเลยกลับคืนมาเป็นของไทยและหลังจากได้จังหวัดจันทบุรีคืนเมื่อปีพ.ศ 2447

ต่อมาในปีพ.ศ 2451 ฝรั่งเศสได้จัดทำแผนที่อยู่ฝ่ายเดียวโดยส่งมอบให้สยาม 50 ชุดซึ่งในแต่ละชุดมี 11 แผ่นและยังมี 1 แผ่นคือแผ่นดินพนมดงรักที่ครอบคลุมพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหารด้วยและไม่ได้ใช้สันปันน้ำในการแบ่งพรมแดนแม่ด้วยเหตุนี้ก็ทำให้ปราสาทเขาพระวิหารในแผนที่อยู่ในดินแดนของฝั่งกัมพูชาโดยรัฐบาลไทยสมัยนั้นไม่ได้รับรองหรือว่าทักท้วงความถูกต้องของแผนที่ดังกล่าวเลยแม้แต่น้อยนั่นก็ทำให้ชาวกัมพูชาคิดว่าใครยอมรับปราสาทเขาพระวิหารให้ตกอยู่ในอธิปไตยของกัมพูชาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

หลังจากที่เกิดเรื่องราวความวุ่นวายขึ้นในขณะนั้นผ่านมาจนถึงปีพ.ศ 2483 ชาวฝรั่งเศสพ่ายแพ้ต่อสงครามทำให้ทางการทหารได้ลงจึงทำให้ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้เสนอเรียกร้องดินแดนที่เสียไปในรัชกาลที่5 คืนจากฝ่ายฝรั่งเศสแต่นั่นก็ทำให้ได้รับการปฏิเสธ และมีความเคลื่อนไหวทางการทหารจนมีส่วนทำให้เกิดสงครามพิพาทอินโดจีนเกิดขึ้นในปี พ.ศ 2484

แต่การทำสงครามในครั้งนี้ประเทศไทยของเราได้รับชัยชนะในการลดตลอด 22 วัน จนกระทั่งประเทศญี่ปุ่นที่เป็นประเทศมหาอำนาจในขณะนั้นเสนอตัวเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ย และประเทศฝรั่งเศสก็ได้ตกลงคืน จังหวัดชัยบุรี จำปาสัก เสียมราฐ และเขตพื้นที่ของพระตะบองคืนให้ไทยตามอนุสัญญาโตเกียว ซึ่งการทำสัญญาในครั้งนี้ทำให้ปราสาทเขาพระวิหารกลับมาอยู่ในดินแดนของไทยอย่างสมบูรณ์

แต่นั่นก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นที่สิ้นสุด เพราะหลังจากนั้นไม่นานไทยก็เข้าสู่ภาวะสงคราม เพราะไทยเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากประกาศเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นแต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าโชคจะไม่เข้าข้างเมื่อฝ่ายญี่ปุ่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงครามประเทศไทยจึงจำเป็นต้องรักษาสถานะตัวเองไม่ให้เป็นฝ่ายแพ้สงครามตามญี่ปุ่น และต้องการเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติประเทศไทยจึงตกลงคืนดินแดน 4 จังหวัด ให้กับฝรั่งเศสซึ่งทำให้เขาพระวิหารต้องกลับไปอยู่ในบริเวณชายแดนไทยกัมพูชาเช่นเดิม

ต่อมาในปีพ.ศ 2497 ฝรั่งแพ้สงครามต่อเวียดนาม จึงจำเป็นต้องถอดทหารออกจากอินโดจีน และประเทศกัมพูชาก็ได้รับเอกราชตามสนธิสัญญาเจนีวา และไทยของเราก็ยังได้ส่งทหารเข้าไปรักษาบริเวณปราสาทเขาพระวิหารอีกครั้งหนึ่งจนกระทั่งถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2501 พระเจ้านโรดมสีหนุพระมหากษัตริย์แห่งกัมพูชาทรงสละราชสมบัติ ลงเล่นการเมือง และพระองค์ก็ทรงดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี รวมถึงประกาศเรียกร้องให้ไทยคืนปราสาทเขาพระวิหารให้แต่นั่นก็ทำให้ประเทศไทยของเราลุกฮือรวมถึงไม่ยอมรับการเรียกร้องในครั้งนี้

จึงทำให้เจ้านโรดมประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยโดยสิ้นเชิงและทำให้เกิดการร้องเรียนรวมไปถึงการประท้วงในกัมพูชาอีกหลายต่อหลายครั้ง

สำหรับเหตุการณ์ประท้วงในกัมพูชานั้นถึงแม้ว่าจะมีความรุนแรงแต่ประเทศไทยของเราเองก็ออกมาตอบโต้โดยการโจมตีกัมพูชาเช่นเดียวกันจนในวันที่ 6 ตุลาคม 2502 รัฐบาลเจ้านโรดมสีหนุแห่งกัมพูชาได้ยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลกเพื่อขอให้ศาลชี้ขาดว่าอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารคืนรวมถึงยื่นฟ้องทั้งหมด 73 ครั้งให้ไทยคืนปราสาทพระวิหารแต่ฝ่ายไทยของเราขอสู้คดี

ต่อมาในวันที่ 15 มิถุนายน 2505 ศาลโลกได้ตัดสินให้อธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารตกเป็นของประเทศกัมพูชาด้วยคะแนน 9.3 เสียงซึ่งบริเวณดังกล่าวนั้นมีเนื้อที่ประมาณ 150 ไร่ ผู้พิพากษามีทั้งหมด 12 นาย จาก 12 ประเทศ คะแนนเสียง 9 ต่อ 3 เสียง ศาลตัดสินว่าปราสาทเขาพระวิหารที่อยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา และคะแนนเสียงติดต่อเสียงตัดสินว่าประเทศไทยต้องคืน วัตถุสิ่งประติมากรรม รวมไปถึงแผ่นศิลา อนุสาวรีย์รูปหินทรายคืนให้แก่กัมพูชาทั้งหมด

หลังจากนั้นประเทศไทยก็ไม่ยอมรับคำตัดสินนี้โดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้นได้ออกแถลงการณถึงประชาชนผ่านทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยว่า ไทยเราไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลโลกแต่ก็ต้องปฏิบัติตามโดยการถอนกำลังทหาร และกำลังที่ตำรวจออกจากพื้นที่เนื่องจากว่ายังเป็นสมาชิกของสหประชาชาติอยู่จึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งและหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจจึงจำเป็นต้องถอนกำลังลงมาโดยการถอดธงของไทยทั้งต้นลงมาโดยไม่มีการลดธงลงแต่อย่างใด

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังได้เกณฑ์ชาวบ้านในอำเภอภูมิซรอลไปขึงลวดหนามรอบปราสาทเขาบัวผัน และทางด้านของ นายถนัด คอมันตร์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังได้ทำหนังสือถึงนายอู่ ถั่น เพื่ออ้างถึงคำพิพากษาของศาลโลกรวมถึงประกาศจุดยืน และท่าทีของไทยว่าไม่เห็นด้วย และขอคัดค้านคำพิพากษาทั้งหมด ซึ่งขัดต่อสนธิสัญญาไทยฝรั่งเศสแต่ก็จะปฏิบัติตามพันธกรณีในฐานะที่ไทยยังเป็นสมาชิกในสหประชาชาติอยู่ และขอตั้งข้อสงวนเกี่ยวกับสิทธิที่มีอยู่ และพึงได้ที่จะครอบครองปราสาทพระวิหารในอนาคตตามกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมาย

ระยะหลังในรอบ 10 ปี ประเทศกัมพูชาได้มีการรื้อรั้วลวดหนามออกมาสร้างบ้าน และที่พักรวมถึงร้านขายของในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศกัมพูชากำลังขยายอาณาเขตจนต่อมากลายเป็นประเด็นอีกครั้งเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2548 ประเทศกัมพูชาได้นำเรื่องยื่นไปยังองค์การยูเนสโกเพื่อขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก และขอให้กัมพูชายื่นเอกสารใหม่เกี่ยวกับเขตกันชนของปราสาท และยังมีคำแนะนำให้ขอความร่วมมือของฝ่ายไทยอีกด้วย

นอกจากนี้กัมพูชายังได้ยื่นเอกสารขอขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารใหม่ในปี 2550 โดยครั้งนี้มีประเทศไทยยื่นบันทึกช่วยจำต่อเอกอัครราชทูตกัมพูชา และขอเสนอขึ้นทะเบียนร่วมแต่ทางด้านคณะกรรมการมรดกสากลมีมติเลื่อนการขึ้นทะเบียนออกไปเพื่อให้ประเทศไทย และกัมพูชาได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง

ซึ่งทำให้ไทยในขณะนั้นมี นายนพดล ปัทมะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกับประเทศกัมพูชาเพื่อให้ขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยประเทศไทยจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ซึ่งการประกาศในครั้งนี้ทำให้ประชาชนหลายฝ่ายไม่พอใจ

ต่อมาในวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 ทั้งองค์การยูเนสโกได้ประกาศขึ้นทะเบียนตามคำขอของประเทศกัมพูชาให้ปราสาทเขาพระวิหารกลายเป็นมรดกโลกเฉพาะเพียงตัวปราสาทเท่านั้นและทำให้กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับนายนพดลออกมาต่อต้านจนนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่มีความรุนแรงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

การปะทะกันระหว่างทหารไทยและกัมพูชา

การปะทะกันระหว่างทหารไทยและกัมพูชา

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2554 ทหารไทยและทหารกัมพูชาปะทะกันครั้งแรกที่ภูมะเขือใกล้กับปราสาทเขาพระวิหารโดยทหารไทยและกัมพูชาต่างระดมยิงใส่กันจนมีเจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตโดยต่างฝ่ายต่างออกมาโต้แย้งกันว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ลงมือยิงก่อนซึ่งนั่นก็ได้มีการเจรจาการหลายต่อหลายครั้ง

โดยชาวบ้านในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้รับผลกระทบไปด้วยกัมพูชาจึงยื่นหนังสือต่อสหประชาชาติว่าทหารไทยละเมิดข้อตกลงสันติภาพปารีส พ.ศ 2534 กฎของการปฏิบัติสหประชาชาติและคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ พ.ศ.2505 รวมไปถึงข้อกำหนดและมาตรการคุ้มครองชั่วคราว โดยขอให้ประเทศไทยถอดถอนกำลังทหารออกจากบริเวณเขาพระวิหาร และบริเวณ โดยรอบไม่มีเงื่อนไขหลังจากนั้นไม่นานก็เกิดการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง ลุกลามจนมาถึงวันที่ 28 เมษายน 2554 ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาได้ยื่นฟ้องศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลกให้ตีความพิพากษาเมื่อปีพ.ศ 2505 และทำให้ความสัมพันธ์ของไทยและกัมพูชาแย่ลงเรื่อยๆ

หลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงยังไม่มีทีท่าวัดสงบลงต่อมาในช่วงขณะที่นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ได้จัดตั้งทีมทนายขึ้นมาเพื่อสู้ต่อศาลโลกเพื่อยื่นขอสังเกตต่อศาลโลกไม่มีอำนาจและไม่สามารถรับคดีไว้พิจารณาได้และขออำนาจศาลให้ตัดสินคำพิพากษาโดยไม่มีการตัดสินเรื่องเขตแดนต่อมาเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2556 ศาลโลกก็ได้นัดทั้งสองประเทศแถลงด้วยวาจาณกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์

สำหรับการพิพากษาในครั้งนี้ นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยณกรุงเฮกในฐานะผู้แทนประเทศไทยได้นำเนินคดีเขาพระวิหารและคณะเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศโดยการนำทีมนักกฎหมายไทยเป็นแถลงด้วยวาจาและในการแถลงด้วยวาจาในครั้งนี้ประเทศไทยของเราก็มีพยานหลักฐานที่ค่อนข้างมีน้ำหนักกว่าประเทศกัมพูชา

และการยื่นสู่ศาลโลกในครั้งนี้ก็ทำให้คนไทยรู้จักกับ นางสาวอลิา มิรอง ทนายความชาวโรมาเนีย ซึ่งทนายความชาวโรมาเนียคนนี้อยู่ฝ่ายไทยและเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องแผนที่ซึ่งทนายความสาวคนนี้เป็นผู้เปิดแผนที่ตอกหน้าฝ่ายกฎหมายฝ่ายกัมพูชา

โดยเธอชี้ให้เห็นถึงปัญหาของฝ่ายกัมพูชาในเรื่องของการกำหนดเขตแดนในแผนที่ผนวกหนึ่งซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปมาและแผนที่ดังกล่าวยังขัดต่อหลักของภูมิศาสตร์และไม่สามารถถ่ายทอดลงในแผนที่โลกในปัจจุบันได้และแผนที่ภาคผนวก 1 ที่ประเทศกัมพูชาอ้างถึงนั้นยังไม่ได้มีแค่ฉบับเดียวแต่ทีมไทยพบถึง 6 ฉบับทำให้แผนที่นี้ ขาดความน่าเชื่อถืออย่างสิ้นเชิงและยังขาดความแม่นยำทางเทคนิคด้วยจึงทำให้เธอคนนี้ได้ใจคนไทยไปเต็มๆ

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้เขาพระวิหารจะตกเป็นของกัมพูชาก็ตามแต่กระนั้นประเทศไทยของเราก็ยังมีหลายคนคิดที่จะรื้อฟื้นและยื่นต่อศาลโลกอีกครั้งเพราะว่าคนไทยหลายคนยังเชื่อว่าเขาพระวิหารเป็นของคนไทยมาโดยตลอดส่วนความจริงจะเป็นเช่นไรนั้นเราก็คงต้องหาหลักฐานมาเพื่อยืนยันส่วนอนาคตจะเป็นเช่นไรเราก็คงต้องติดตามต่อไป