รัฐประหาร พ.ศ. 2501 นับว่าเป็นการใช้กำลังยึดอำนาจ และการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอย่างฉับพลัน และไม่ชอบด้วยกฎหมาย  เพราะว่าโดยปกติเกิดจากสถาบันของรัฐที่มีอยู่เดิมขนาดเล็กเพื่อโค่นรัฐบาลซึ่งเป็นที่ยอมรับแล้วเปลี่ยนเป็นองค์การปกครองใหม่

 รัฐประหาร 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514

เพราะไม่ว่าเป็นพลเรือนหรือทหาร รัฐประหารพิจารณาว่าสำเร็จแล้วเมื่อผู้ยึดอำนาจสถาปนาภาวะครอบงำ รัฐประหารไม่จำเป็นต้องเกิดความรุนแรงหรือเสียเลือดเนื้อ ศาลฎีกาตีความว่า รัฐประหารมิได้ขัดต่อกฎหมาย เพราะ “กฎหมายคือคำสั่งคำบัญชาของรัฏฐาธิปัตย์”

สรุปโดยรวมก็คือ รัฐประหารหมายถึง การเปลี่ยนแปลงประมุขแห่งรัฐหรือหัวหน้ารัฐบาลโดยเฉียบพลันด้วยกำลัง ความรุนแรง และผิดกฎหมาย โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบอบการปกครอง (regime) สำหรับการรัฐประหารในประเทศไทยก็มีเช่นกันและยังเกิด รัฐประหารหลายครั้งอีกด้วย

รัฐประหาร พ.ศ. 2501

รัฐประหาร 2501 ผลกระทบ

รัฐประหาร 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 รัฐประหารในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐประหารในปี พ.ศ. 2500 ล้มรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม แล้วได้มอบหมายให้พจน์ สารสิน เอกอัครราชทูตไทยประจำ สหรัฐอเมริกา ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดการเลือกตั้ง มีการเลือกตั้งในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2500 และต่อมาใน วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2501 พลโท ถนอม กิตติขจร จึงขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แต่ทว่า การเมืองในรัฐสภายังไม่สงบ เนื่องจากบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเรียกร้องเอาผลประโยชน์ และยังมีการขู่ว่าหากไม่ได้ตามที่ร้องขอจะถอนตัวจากการสนับสนุนรัฐบาล เป็นต้น  และด้วยเหตุการณ์นี้พลโท ถนอม กิตติขจรก็ไม่อาจควบคุมสถานการณ์ได้ ประกอบกับจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ หัวหน้าคณะปฏิวัติ ก็ได้เดินทางไปต่างประเทศเพื่อรักษาโรคประจำตัว

แต่เมื่อเดินทางกลับมา ในเช้าวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 พลเอก ถนอม กิตติขจรจึงเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อกราบบังคมทูลลาออกในเวลาเที่ยงของวันเดียวกันแต่ว่ายังไม่ได้ประกาศให้แก่ประชาชนทราบโดยทั่วกันกระทั่งเวลาราวๆ 20.45 น. จึงได้มีการประกาศเรื่องพลเอกถนอมลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

การรัฐประหาร พ.ศ. 2520

หลังจากนั้นในเวลา 21.00 น.จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ได้ประกาศยึดอำนาจอีกครั้ง โดยอ้างถึงเหตุความมั่นคงของประเทศ ซึ่งมีลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังคุกคาม โดยมีคำสั่งคณะปฏิวัติให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 ที่ใช้อยู่ขณะนั้น ยุบสภา ยกเลิกสถาบันทางการเมือง ได้แก่ พรรคการเมือง เป็นต้น

หลังจากนั้นตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 จนถึงวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2502 ซึ่งคณะปฏิวัติได้มีประกาศคณะปฏิวัติออกมาทั้งหมด 57 ฉบับ ก็ได้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากการแต่งตั้งไม่ใช่เลือกตั้ง มีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 ซึ่งมีเพียงสั้น ๆ 20 มาตราเท่านั้น

ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 ก็ได้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเพียง 14 คนเท่านั้น โดยที่ไม่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง

ทั้งนี้ รัฐประหารครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็น การยึดอำนาจตัวเอง ก็ว่าได้ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ส่งผลให้จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์สามารถใช้อำนาจในตำแหน่งได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จากรัฐธรรมนูญ มาตรา 17 ที่ว่าด้วยให้อำนาจนายกรัฐมนตรีจัดการกับบุคคลที่ก่อความไม่สงบได้ทันที จากนั้นแล้วจึงค่อยแจ้งต่อสภา

รัฐประหาร 2500

ซึ่งจอมพลสฤษดิ์ก็ได้ใช้อำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ในการควบคุมสถานการณ์ของประเทศ อย่างเช่น การปราบปรามฝิ่น มีการเผาฝิ่นที่ท้องสนามหลวงเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2502 และในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ปีเดียวกัน มีเหตุเพลิงไหม้ติดกันถึง 3 ครั้ง เป็นที่ฝั่งธนบุรี 2 ครั้ง และที่บางขุนพรหมอีก 1 ครั้ง

ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ จอมพลสฤษดิ์เป็นผู้อำนวยการดับเพลิงเอง และต่อมาไม่นานจอมพลสฤษดิ์ก็ได้มีการจับกุมผู้วางเพลิงได้ทั้งหมด 3 ราย เป็นคนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งทั้งหมดยอมรับว่ารับจ้างมาเพื่อวางเพลิง จึงมีคำสั่งตามมาตรา 17 ให้ประหารชีวิตบุคคลทั้ง 3 ในที่สาธารณะ

จากมาตรา 17 นี้ จอมพลสฤษดิ์ได้ประหารบุคคลที่สงสัยว่าจะก่อความไม่สงบหลายรายหรือข้อหาคอมมิวนิสต์ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน อย่างเช่น ศิลา วงศ์สิน และศุภชัย ศรีสติ ในข้อหาผีบุญ, ครอง จันดาวงศ์ และทองพันธ์ สุทธิมาศในข้อหาเดียวกัน ณ สนามบินอำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เป็นต้น

ซึ่งจากเหตุการณ์เหล่านี้สร้างกดดันชาวบ้าน ประชาชนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างจากรัฐบาล จึงทำให้ชาวบ้านหลายคนต้องหลบเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) จนทำให้เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “วันเสียงปืนแตก” เพราะว่าเมื่อผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (พกค.) ปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยปืนเป็นครั้งแรกที่อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2508 ส่วนคณะปฏิวัติสิ้นสุดลงเมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญเสนอชื่อจอมพลสฤษดิ์เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2502

จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์

รัฐประหารครั้งที่ 7

จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 11  เป็นผู้ริเริ่มการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นผู้ก่อตั้งสำนักงบประมาณ และเป็นผู้ก่อตั้งธนาคารทหารไทย และบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด เจ้าของคำพูดที่ว่า “พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ” และ “ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว”

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ถึงแก่อสัญกรรม

รัฐประหาร พ.ศ. 2501

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2506 สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรีได้ออกแถลงข่าวถึงอาการป่วยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ว่า มีอาการไข้ และกระสับกระส่ายอยู่ตลอดทั้งคืน ทางด้านของคณะแพทย์ทั้งหมดได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อแก้ไขภาวะการแทรกซ้อน แต่อาการของ จอมพลสฤษดิ์ก็ยังทรุดลงเรื่อย ๆ โดยมีอาการไข้ หัวใจทำงานอ่อนลง

และในวันที่ 8 ธันวาคมสำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรีแถลงข่าวอาการป่วยของจอมพลสฤษดิ์อีกครั้ง โดยครั้งนี้แพทย์ชี้แจงว่าเกิดอาการแทรกซ้อนทางสมองเพิ่มเติม นอกจากจอมพลสฤษดิ์จะป่วยเป็นโรคทางไต ทางปอด และทางหัวใจที่มีอยู่แล้ว จอมพลสฤษดิ์ยังมีอาการไข้ ส่วนชีพจร ความดันโลหิตและการหายใจยังอยู่ในสภาพดี อาการทางหัวใจยังคงเดิม ปัสสาวะขับถ่ายได้ดี ซึ่งแพทย์จะยังคงดำเนินการรักษาอย่างเต็มที่ และพยายามอย่างดีที่สุด

แต่อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการแถลงข่าว อาการป่วยของจอมพลสฤษดิ์ก็ยังคงไม่ดีขึ้น และในระยะสุดท้ายของอาการป่วยนั้น หัวใจทำงานอ่อนลงโดยลำดับ ความดันโลหิตลดลง และอ่อนกำลังลงตลอดเวลา จนกระทั่งเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันที่ 8 ธันวาคม ภายหลังจากที่จอมพลสฤษดิ์เข้ารับการรักษาพยาบาลครบ 10 วัน

จอมพลสฤษดิ์ได้ถึงแก่อสัญกรรมด้วยอาการสงบ ณ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า หลังจากการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางสมองได้ 36 ชั่วโมง จอมพลสฤษดิ์สิริอายุรวม 55 ปี และรวมระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเวลา 4 ปี 9 เดือน 28 วัน