เหตุการณ์ชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 โดยแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) จำนวน 15 คน และกลุ่มผู้ชุมนุม จำนวน 20,000 คน  โดยบุคคลเหล่านี้เดินขบวนโดยการเคลื่อนขบวนจากท้องสนามหลวง ไปปิดล้อมบริเวณหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ บ้านพักรับรองสำหรับผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพบกไทย ซึ่งขณะนั้น พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ใช้พักอาศัยในกรุงเทพมหานคร เพื่อกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งประธานองคมนตรี เนื่องจากว่ากลุ่มผู้ชุมนุมเชื่อว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของการรัฐประหารในประเทศไทย เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549

จุดเริ่มต้นของ เหตุการณ์ชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์

ชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์

ในระหว่างเส้นทางการเคลื่อนขบวน ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งด่านสกัดในหลายจุด โดยการใช้แผงเหล็กวางกั้น และจอดรถบรรทุกของกรุงเทพมหานครขวางถนน แต่กลุ่มผู้ชุมนุมก็ฝ่าผ่านไปได้ ที่สำคัญเมื่อขบวนเคลื่อนไปถึงหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ แกนนำจาก นปก.ใช้เครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่บนรถบรรทุก ปราศรัยโจมตีผู้เกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหารทั้งหมด

และในขณะที่ผู้ชุมนุมกำลังอยู่ในระหว่างพักรับประทานอาหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้พยายามฝ่าฝูงชนเข้าไปจับตัวแกนนำ แต่ทว่านั่นก็ไม่สำเร็จ และถูกกลุ่มผู้ชุมนุมผลักดัน จนต้องล่าถอยออกไป

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับมาอีกครั้ง พร้อมด้วยสเปรย์พริกไทย เพื่อเป็นการเปิดทางเข้าไปจับตัวแกนนำบนรถปราศรัย แต่ทว่านั่นก็ถูกผู้ชุมนุมผลักดันออกไปได้อีกครั้ง ซึ่งททางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจล่าถอยไปได้ไม่นาน ก็กลับมาพร้อมกับการยิงแก๊สน้ำตา ซึ่งนั่นก็ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมแตกฮือ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่สามารถสลายกลุ่มผู้ชุมนุมได้ รอจนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องล่าถอยออกไปอีก

และหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็กลับมาระดมยิงแก๊สน้ำตาอีกชุดใหญ่ พร้อมกับเสริมกำลังเข้ามามากขึ้น และนั่นก็ทำให้สถานการณ์ตึงเครียด เพราะว่ามีการตอบโต้จากฝ่ายผู้ชุมนุม หลายคนหยิบฉวยอะไรได้ ก็นำขึ้นมาใช้ตอบโต้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นท่อนไม้ คันธง ขวดน้ำ อิฐตัวหนอนปูถนน แผงเหล็กกั้น และอุปกรณ์อื่นๆ รวมถึงการขับรถพุ่งเข้าชน ภายหลังจับกุมตัวได้ ทราบชื่อคือ นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล แกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006

เหตุการณ์ความรุนแรง ปี 2550

และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถต้านทานกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ระดมกันมาได้ แกนนำจึงได้พากลุ่มผู้ชุมนุมถอยออกจากหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ เพื่อที่จะกลับไปยังท้องสนามหลวงตามเดิม ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ มีส่วนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ทั้งในส่วนของผู้ชุมนุม และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่สำคัญถึงแม้ว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้จะไม่มีผู้สูญเสียชีวิต

หรืออวัยวะจากการสลายการชุมนุม แต่ทว่าเหตุการณ์ดังกล่าว ก็ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินต่าง ๆ ในบริเวณโดยรอบที่ชุมนุม อาทิ ป้อมยามตำรวจ ร้านค้าสมาคมแม่บ้านทหารบก รวมถึงมูลนิธิพระดาบส ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ส่วนทางด้านนาย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ออกมาแถลงว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 41 ราย ในจำนวนนี้ถึงขั้นนอนโรงพยาบาล 2 ราย

ต่อมาในเช้าวันที่ 23 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อหาซ่องสุมเกินกว่า 10 คน ต่อแกนนำ นปก. แกนนำทั้งหมดซึ่งประกอบด้วย

เหตุการณ์ชุมนุม ปี 2550

1.นายวีระ มุสิกพงศ์

2.นายจตุพร พรหมพันธ์

3.นายจักรภพ เพ็ญแข

4.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

5.นายแพทย์เหวง โตจิราการ

6.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย

7.พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย

8.นายจรัล ดิษฐาอภิชัย

9.นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ

ชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ปี2550

บุคคลที่เรากล่างไปในข้างต้นจึงได้ติดต่อขอเข้ามอบตัว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัวไว้ทั้งหมด ทั้งนี้ บรรดาแกนนำทุกคนไม่ได้ยื่นขอประกันตัวแต่อย่างใด และหลังจากนั้น นปก.ก็แต่งตั้งแกนนำรุ่น 2 ขึ้นมาทำหน้าที่แทน

ซึ่งทางด้านของ คณะทำงานอัยการได้พิจารณาสำนวนคดี และสั่งไม่ฟ้องแกนนำ นปช. เนื่องจากว่ามีการยื่นหลักฐาน เอกสารร้องขอความเป็นธรรม ที่ผู้ต้องหายื่นเข้ามาให้อัยการพิจารณา อีกทั้งยังประกอบกับความเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.ยังไม่ถึงขั้นก่อความวุ่นวาย และนั่นจึงถือว่าเป็นสิทธิเพื่อเรียกร้องตามรัฐธรรมนูญ จึงมีคำสั่งไม่ฟ้อง และส่งเรื่องให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพิจารณาแล้ว

แต่ทว่าทางด้านของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีความเห็นแย้งให้ฟ้องผู้ต้องหา และนั่นจึงส่งความเห็นแย้งให้นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด พิจารณาชี้ขาด โดยอัยการสูงสุด ได้มีความเห็นชี้ขาด ในการสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดในข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไป โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และข้อหาอื่น ตามความเห็นแย้งของ ผบ.ตร.

ทั้งนี้ ทางด้านของพนักงานสอบสวนมีความเห็นสมควรสั่งฟ้องแกนนำ นปช.10 คน ในข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ที่สำคัญเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก และร่วมกันเดินแถว เดินเป็นขบวนใด ๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร โดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานจราจร และร่วมกันกระทำการโฆษณา โดยการใช้เครื่องขยายเสียงโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานประกอบด้วย

 

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

1.นายวีระ มุสิกพงศ์

2.นายจตุพร พรหมพันธุ์

3.นายจักรภพ เพ็ญแข

4.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

5.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย

6.นพ.เหวง โตจิราการ

7.พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย

8.นายจรัล ดิษฐาอภิชัย

9.นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ

10.นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ส่งฟ้องผู้ร่วมชุมนุมก่อความวุ่นวายอีก 5 คน ในข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือว่ากระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ซึ่งประกอบไปด้วย

ความรุนแรงชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์

1.นายบรรจง สมคำ

2.หม่อมหลวงวีระยุทธ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา

3.นายศราวุธ หลงเส็ง

4.นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน

5.นายวันชัย นาพุทธา

ต่อมาเมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2560 ศาลอุทธรณ์ได้สั่งจำคุก นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และยังมีบุคคลอื่น ๆ ทั้ง

1.นายวีระ มุสิกพงศ์

2.นพ.เหวง โตจิราการ

3.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย 2 ปี 8 เดือน ซึ่งเป็นหนึ่งในจำเลยที่ถูกประกันตัวออกไปยื่นต่อศาลฎีกา ในคดีหมายเลขดำ อ.3531/2552